sweetly's profileSpace ของ sweetlyBlogGuestbookNetwork Tools Help

Space ของ sweetly

sweetly revenge

Interests
เธอรู้จักฉันแค่เพียงสบสายตา

เธอรู้จักฉันจากวันที่ผ่านมา

แต่เธอไม่เคยที่จะรู้ ไม่เคยที่จะรู้เลย ไม่เคยที่จะเข้าใจในสิ่งนั้น

ว่าฉันจะเป็นเช่นไร

สิ่งไหนที่ทำให้เธอกล้า ตัดสินในคำว่า "คุณค่า"

มองฉันคนนี้ มองฉันตอนนี้ มองฉันคนนี้

โปรดมองฉันให้ดี มองในสิ่งที่ฉันมี

ฉันคือภาพสะท้อนในกระจกเงา

คือภาพสะท้อนในกระจกตา

แต่ฉันไม่เคยจะรู้ ไม่เคยที่จะเข้าในในสิ่งนั้น

ว่าฉันจะเป็นเช่นไร

แต่แล้วทำไมทุกคนกล้า ตัดสินในคำว่า "คุณค่า"

มองฉันคนนี้ มองฉันตอนนี้ มองฉันคนนี้

โปรดมองฉันให้ดี มองในสิ่งที่ฉันมี

ขอให้เธอ มองที่คุณค่า มองด้วยหัวใจ โปรดมองฉันให้ดี

รักในสิ่งที่ฉันมี

ได้ไหมเธอ
ขอบคุณสำหรับการเข้าเยี่ยมชม!
Please wait...
Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
You didn't enter anything. Please try again.
Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
Your parent has turned off comments.
Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
Complete the security check below to finish leaving your comment.
The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.
มันจะสบายจริงเหรอเจ๊
1 Oct.
kanokwanwrote:
เจ้   ตูน ทำรายอยุ่เนี่ย สเปชนี่ อ่านแล้วได้รมณ์ดีน้อ เง้เอิงไปแระ อ่านหนังสือสอบดีกว่า เง้อๆ พระเจ้าอวยพรค่ะ
บายๆ คิดถึงน่ะตะ จุฟฟฟฟฟฟ
28 July
kanokwanwrote:
ยิ น ดี ที่ ได้ รู้ จั ก คั ฟ
5 June
07 April

หนังสือจากงานละลายทรัพย์ที่สั่งสมมาทั้งปีแห่งชาติ

for English please translate by yourself.

ช่วงนี้ฉันเขียนอะไรไม่ค่อยออก อันเป็นผลกระทบจากความผันแปรทางด้านอารมณ์

ก่อนที่ฉันจะเปลี่ยนบันทึกหน้านี้ให้เป็นโศกนาถกรรม ฉันว่าฉันรีบอัพเดทหนังสือที่ฉันไปซื้อมาอย่างบ้าคลั่งที่งานสัปดาห์หนังสือครึ่งปีแรก 2009 ดีกว่า

นับแต่ปีที่แล้วจนปีนี้ ฉันอ่านหนังสือน้อยกว่าเดิมหลายสิบเท่า เนื่องด้วยภาระการงาน เนื่องด้วยความสนใจอื่นๆที่แทรกเข้ามา ทำให้ฉันอ่านหนังสือจบไปได้ไม่ถึง 5 เล่ม ซึ่ง....ก็ช่างมันดิ จะเอาอะไรนักหนากับชีวิต จะอ่านหรือไม่อ่านก็ไม่ทำให้สถิติคนไทยอ่านหนังสือปีแค่ละ 5 บรรทัดถูกล้มลงซะหน่อย

ปีนี้ฉันนัดแบบไม่เป็นทางการจะเจอพี่แป๊ด บก.สนพ.ระหว่างบรรทัด นับเป็นความยวนใจมากที่ได้รู้จักกับบก.สนพ. ที่ฉันชอบ

ฉันเคยคิด ...ถ้าเราได้รู้จักนักเขียนเยอะๆคงดีเนอะ เราจะได้ไม่ต้องมาลองผิดลองถูกเวลาซื้อหนังสือ นักเขียนเวลาแนะนำหนังสือเพื่อคนที่รู้จักกับเพื่อการค้า ไม่เหมือนกัน อย่างคุณแม่ยายของฉัน (จีรนันทร์ พิศปรีชา) งานที่คุณแม่ยายแปล บางเล่มที่ขายดีมาก สนพ.โปรโมทกระหึ่มมากแต่คุณแม่กลับบอกหลังไมค์ว่า อย่าไปซื้อเลยว่ะ มันจับทฤษฏีนี่นั่นมายำกันมั่ว เพี้ยน (คุณแม่ยายไม่ได้บอกฉันโดยตรงนะ ฉันรู้มาจากพี่แทนอีกที) หนังสือเล่มดังกล่าวฉันไม่ได้ซื้อมา แต่ได้มาฟรีจากการโทรไปขอเพลงทางสถานีวิทยุ (แนวๆ) ฉันอ่านจบไปครึ่งเล่ม...ไม่รอด

หมายเหตุ: จีรนันทร์ พิศปรีชาเป็นแม่ยายของฉันโดยที่ไม่รู้ตัว ฉันขี้ตู่แบบนี้เสมอ คุณผู้ชายที่อ่านผ่านบรรทัดนี้ ไม่แน่ว่าครั้งนึงคุณอาจเคยเป็นแฟนของฉัน เป็นกิ๊กของฉัน เป็นชู้ของฉัน หรือเป็นสามีของฉัน โดยที่คุณแม่งไม่รู้ตัวเลย

เข้าเรื่องเห๊อะ

ปรัชญาของฉันกับการมาซื้อหนังสือครั้งนี้คือ

1. ไม่ซื้อหนังสือปรัชญา คาลิล ยิบบรานอะไรนี่หลีกให้ไกล เฮอร์มาน เฮสเซ่ นี่ก็เอาไว้ก่อน

(วันนี้เจอเวโรนิก้าขอตายเล่มละ 70- โอ้ยอีตูนจิกนิ้วกับขอบโต๊ะอย่างแรง อยากได้มาก แต่ไม่ได้ เดี๋ยวเสียความตั้งใจ)

2. ไม่ซื้อหนังสือที่รสชาติเดิมๆ นักเขียนที่เป็นแฟนคลับอยู่นี่อดใจไว้เลย ลองชิมอย่างอื่นบ้างอะไรบ้าง (ข้อนี้ก็ล้มไม่เป็นท่า)

3. พยายามหาหนังสือภาษาอังกฤษสนุกๆมาอ่าน และแปล และฝึก เพื่ออนาคตที่ดีกว่า
(หมายอีกเหตุ:นี่เป็นรายชื่อหนังสือของคนที่เกลียดเรื่องทไวไลท์เข้าไส้ หนังสือเชี่ยไรไม่รู้ ไม่สนุกอย่างรุนแรง อ่านแล้วหงุดหงิด แล้วก็ดังจังนะ)

ต่อไปนี้เป็นรายชื่อหนังสือที่ฉันซื้อมา

1. เรื่องเล่าของเกาะที่ไม่มีใครรู้จัก ราคา 40 บาท เป็นหนังสือเล่มบางๆ เป็นนิทานโปรตุเกสที่สาระไม่เบาแบบนิทานเลย ฉันเคยซื้อหนังสือเล่มนี้เมื่อนานมาแล้ว แต่ทำหาย ดีใจมากที่ได้เจอมันอีก จำได้ว่าครั้งแรกที่อ่าน ละลายเลย เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรักและการเดินทางค้นหาตัวเอง

2. เส้นแสงที่สูญหาย เราร้องไห้เงียบงัน ราคาปก 175 ราคาลดจำไม่ได้ เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นของมุราคามิ คำนำบอกว่าเรื่องสั้นขายยาก แต่สำหรับฉันเรื่องยาวของมุราคามิทำให้ฉันไปไม่รอด นับจากสดับลมขับขานที่ไอ้ปิง บอกว่าดีที่สุดของมุราคามิในความคิดของมัน แต่ฉันว่า pinball นี่แหละ โดนฉันที่สุดแล้ว ฉันว่าเรื่องสั้นเล่มบางขนาดนี้จะทำให้รักของฉันกับมุราคามิจบลงในคราวเดียวที่หยิบขึ้นมา ไม่เหมือนเรือเชื่องช้าสู่เมืองจีนที่ฉันอ่านไม่จบสักทีตั้งแต่ปีที่แล้ว (ก็หนูไม่มีเวลานะ ไม่มีเวลา)

3. ฉัน-บ้า-กาม ราคาปก 135 ของ คำ ผกา Every girls love barbie. But I love Bitch.ตูนชอบเจ๊คนนี้มาก She are my bitch. หนังสือเก่าเรื่องฉันบ้ากาม ตูนอ่านจบภายในคืนเดียว ตรงไปตรงมา เข้าใจง่าย สามารถตบหน้าให้ตื่นจากความเพ้อเจ้อได้โดยไม่ต้องพรรณนาอะไรมาก

4. ...if on a winter’s night a traveler หากค่ำคืนหนึ่งในฤดูหนาวนักเดินทางคนหนึ่ง ราคาปก 185 เป็นหนังสือแปลของ อิตาโล คาวิโน

5. หญิงสาวผู้หวาดกลัวความสุข ของโยชิโมโต บานาน่า ราคาปก 120 ตูนเป็นแฟนคลับไต้ฝุ่นด้วย ได้ยินชื่อเสียงของเรื่องนี้มานาน น่าอ่านสุดๆ

6. ฉันดื่มดวงอาทิตย์ ของบินหลา สันกาลาคีรี ราคาปก 100 ภาษาของบินหลาทำให้อยากกอดโลกไว้ทั้งใบ (ไหนบอกจะไม่ซื้อของนักเขียนที่ชอบ)

7. ของฝากจากทะเล ราคาปก 150 เป็นหนังสือแปลของ แอน มอลร์โรล ลินเบิร์กห์

8. ปลาฉลามฟันหลอ ราคาปก 250 ของบินหลา อีก กรี๊ดเลยเล่มนี้ อยากได้มาหลายปีแต่หาไม่เจอสักปี อันนี้เป็นเวอร์ชั่น 2 ภาษาด้วย อังกฤษ-ไทย แถมรูปวาดก็น่ารัก ตูนอ่านจบไป 3 หน้า กรี๊ดเลย บินหลามากๆ

9. เฒ่าจันทรา ราคาปก 180 ฝรั่งมีคิวปิด จีนก็มีเฒ่าจันทราเป็นคนสื่อรักให้หนุ่มสาว เฮียอี้ยื่นเล่มนี้ทันทีที่เห็นหน้าตูน เฮียอี้เป็นนักแปลภาษาจีนจากมติชน เป็นคนที่ตูนคุ้นเคยรู้จักมาหลายปี ในจำนวนหนังสือที่เฮียแปลและวางกองอยู่หน้าเฮียเกือบ 10 เล่ม เฮียยื่นเล่มนี้ให้มาให้เล่มแรกเลย บอกว่าเหมาะกับตูนที่สุดแล้

10. อภินิหาร เมสสิยาห์ ราคาที่ซื้อมา 200 เป็นการ์ตูนญี่ปุ่น เรื่องเกี่ยวกับพระเยซูตั้งแต่เกิดจนฟื้นคืนชีพ พระเยซูในเรื่องนี้หน้าตาเหมือนพระเอกเกาหลีมาก น่ารักดี ตูนเลยซื้อเก็บไว้ให้ลูกอ่าน (ได้ข่าวว่าสามียังพยายามหาอยู่)

11. คิระ-คิระ งามระยับดั่งดวงดาว ราคาปก 140 เป็นหนังสือได้รับรางวัลนะ ของญี่ปุ่น คิดว่าคงเป็นหนังสือแนวดราม่าอีกเล่มในลิส

12. Kyushu you & me ราคาปก 170 หนังสือของคุณ fonkoon เย้ได้ซื้อซะที ตามบล็อกมานานแล้ว เป็นบันทึกเที่ยวเมืองคิวชู

13. Kyoto Diary ราคาปก 220 อันนี้ก็ของ fonkoon เห็นมั๊ย ชอบจริงๆนะเนี่ย

14. 10 เดซิเบล ปริศนากับความรัก ราคาปก 70 อันนี้ก็คงเกี่ยวกับความรักแบบไม่กิ๊กๆเหมือนนวนิยายใยไหม (แน่ล่ะ) พี่คนเขียนเซ็นหนังสือให้ตูนด้วย พี่เค้าดูติสดี แอบกรี๊ดนิดนึง

15. ร้านชำสำหรับคนอยากตาย ราคาปก 198 ชอบนิยายฝรั่งเศสอ่ะ แล้วเรื่องนี้ก็เล็งไว้ตั้งแต่ปีโน้น มันดึงดูดมาก

16. ความลับในความรัก ราคาปก 198 ตูนจำได้ว่าเคยมีคนรีวิวหนังสือเล่มนี้ไว้ได้น่าอ่านมากๆ แต่จำไม่ได้ว่าใคร แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่แท้จริง เหตุผลที่แท้จริงคือ เล่มนี้คุณแม่ยายแปล ตูนต้องอุตหนุนหน่อยเศรษกิจครอบครัวจะได้เจริญๆ

17. มนุษย์ทองคำคนที่ 8 แห่งเส้าหลิน Giddens ราคาปก 245 ฉันไม่เคยอ่านหนังสือจีนกำลังภายในเลย แต่ดูคำโปรยบนปกนะ “หากริจะเป็นจอมยุทธ์วีรบุรุษ ก็จงสำแดงความดีในตัวเจ้าออกมาให้ได้ หากความฝันของเจ้าถูกหัวเราะเยาะ ก็จงชื่นชมยินดีและดื่มเพื่อมัน” โหยยย กรี๊ดเลย เจ๋งแน่ เล่มนี้เฮียอี้แปลอีก เฮียอี้เซ็นในหนังสือให้ว่า “ในกำลังภายในก็มีความรัก หุ หุ” โหยยย เฮียคมมาก

18. เมนูปรารถนา Vanishing Life & Desirable Taste ราคาปก 135 แต่พี่แป๊ดให้ตูนฟรี กรี๊ดๆๆ เป็นหนังสือของฮิมิโตะ ณ เกียวโต (ก็ยัยเจ๊คำ ผกา แหละ) เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ความรัก ความสัมพันธ์ เซ็กซ์ และอาหาร ตูนเคยมีหนังสือเล่มนี้แล้วทำหายไป ที่จริงไม่ได้หาย ที่จริงไม่ได้ลืมไว้ที่บ้านใคร ตูนรู้ว่ามันอยู่ที่ไหน แต่ไปเอามันคืนมาไม่ได้เพราะคนที่ฮุบหนังสือเล่มนี้ไป พยายามอย่างยิ่งที่จะสอนบทเรียนภาคปฏิบัติในเรื่องของสิ่งที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้ (ความสัมพันธ์ อาหาร เซ็กซ์ แต่ไม่รัก เพราะถ้ารักคงไม่พยายามแบบนั้น) หนังสือเล่มนี้หายไปพร้อมความรู้สึกดีๆ หายไปพร้อมหนังสือเรื่องนิทานสันดารเสีย....สันดานเสียจริงๆ

Anyway อย่างไรก็ตาม ตูนได้มันมาแล้ว เล่มใหม่พร้อมความรู้สึกดีๆ ฟรีๆ

ปีนี้ตูนรอดจากบูทของอะเดย์มาได้ ดีใจมาก ตูนเข้าไปส่องๆดูแล้ว ตูนอยากอ่านนิยายแปลของอะเดย์มากกว่าหนังสือที่อยู่ในบูทตอนนี้ ตูนคิดถึงหนังสือแนวมาร์ติน พิก แล้วก็ Crazy หนังสือแปลที่ตูนทำหาย (อีกแล้ว) คิดถึงแนวนี้ของอะเดย์มาก ไม่รู้ว่าตูนลดความนิยมอะเดย์ไปมากขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่

สำหรับบูทลุงวินทร์ ตูนหาไม่เจออ่ะ อยากได้บุหงาปารีก็เจอกันเมื่อสายไปซะแล้ว (ตังค์หมดไปเกือบ 3,000)
03 April

มนุษย์หน้าแบนกับแมลงสาบหน้าโง่

มนุษย์หน้าแบนกับแมลงสาบหน้าโง่

เวลาที่คุณแอบชอบใครสักคนคุณจัดการอย่างไร?

ทั้งกับความรู้สึกของตัวเองและกับสถาณการณ์เวลาที่ต้องเจอ "เขา"

ฉันถามแบบต้องการคำตอบจริงๆไม่ได้ถามเพื่อเข้าสู่บันทึกของฉัน หากคุณมีไอเดียกรุณาบอกฉัน เพราะตอนนี้

ฉันจัดการกับทั้งสองสิ่งไม่ได้เลย.....

ในส่วนของความรู้สึกของฉัน

ฉัน เหมือนแมลงสาบในสถานการณ์ที่ต้องเผชิญหน้ากับมนุษย์ที่กลัวแมลงสาบ ด้วยอาการตกใจมันพยายามจะหนี แต่มันควบคุมทิศทางการบินไม่ได้ ส่วนไอ้มนุษย์หน้าแบนพยายามจะปัดมันไปให้พ้น ยิ่งปัด ยิ่งหนี มันยิ่งเข้าหา

มนุษย์ คิดว่าแมลงสาบเป็นสัตว์ประเภทกวนตีน ยิ่งเกลียดมันยิ่งมา พอตบให้ตายไปใส้แตก มันก็ยังอึดคืนชีพขึ้นมาอย่างปีศาจ พาร่างที่เปื้อนใส้ตัวเอง โงหัวขึ้นมามองหน้าท้าทายไอ้มนุษย์หน้าแบน

ฉันเป็นมนุษย์หน้าแบนที่เกลียดแมลงสาบ แต่ในนาทีนี้ ฉันคิดว่าฉันเข้าใจมัน ฉันเข้าใจมันถึงขนาดที่คิดว่าฉันเป็นมันด้วยซ้ำ

แมลง สาบกลัวคน มันหนี มันพยายามจะหนี แต่เหมือนมีแรงดึงดูดบางอย่างทำให้มันควบคุมปีกสกปรกๆของมันไม่ได้ แรงดึงดูดของมันมีมากพอที่จะทำให้มันถลาเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อไปเกาะอยู่บน หัวของตัวอันตราย

มันเข้าไปเกาะอย่างงงๆ โง่ๆ และไร้ซึ่งเหตุผล เหตุผลเดียวที่มันหาได้คือ "แรงดึงดูด" ซึ่งมันเองไม่ได้บิ้วให้เกิดขึ้น มันเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ธรรมชาติที่มนุษย์คิดว่าเป็นแค่ความกวนตีน

แม้จะถูกตบให้เจ็บแค่ไหน มันก็ยังอยากเงยหน้าขึ้นมองเขา ......

นี่เป็นเรื่องความรู้สึกของฉันตอนนี้ ตอนที่ฉันแอบชอบใครบางคน กรุณาอย่าเข้าใจผิด

ฉันเดาว่า คุณอาจจะขำกับเรื่องแมลงสาบหน้าโง่กับมนุษย์หน้าแบนอยู่ ฉันก็ขอให้คุณเอนจอย

แต่สำหรับฉันเรื่องนี้ไม่ได้น่าขำเลยสักนิด

ช่วง อาทิตย์แรกที่ฉันเกิดอาการเพ้อหนัก(น้อยกว่าตอนนี้) ฉันคุยกับพี่คนนึง เธอบอกว่าเธอไม่อยากจะตกหลุมรักใครอีกแล้ว เพราะมันเหมือนเราตกไปอยู่ไต้อิทธิพลของคนที่เราชอบ

ตอนนั้นฉันตอบกลับไปในใจอย่างตาใสหน้าแจ่มว่า "นาทีนี้ จะครอบครองตูนเลยก็ได้ ตูนยอมทุกอย่าง"

ตอนนี้ผ่านมาแล้วครึ่งเดือน แค่เค้าไม่ยอมพูดด้วย วันเวลาของฉันมันก็บูดแล้ว ฉันเริ่มรู้สึกถึงความน่ากลัวของการตกอยู่ภายไต้อำนาจ

แค่เขาดูเหมือนจะสนใจฉัน แค่เขายิ้มให้ แค่คุยแล้วตอบ แค่นั้น มันก็....เข้าใจใช่มั๊ย

ฉันเลือกที่จะเผชิญกับมัน ฉันจะทำให้ช่วงเวลาแบบนี้ให้อยู่กับฉันนานที่สุด มันเป็นช่วงเวลาที่ฉันรู้สึกว่า ฉันมีชีวิต

(ปล่อย ให้คนบางคนกำหนดอารมณ์ของเราในแต่ละวัน...มันเรียกว่ามีชีวิตตรงไหน อาจจะเรียกได้ว่ามีชีวิต แต่เป็นชีวิตที่ขึ้นอยู่กับเขา...เฮ้อออออ)

ฉันคิดว่าอีกไม่นานฉันจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม เป็นตัวของตัวเอง ใช้ชีวิตแบบเดิมของฉันไป

ซึ่งก็อีกนั่นแหละ ฉันไม่รู้ว่าฉันจะอยากกลับไปเป็นแบบเดิมจริงๆรึเปล่า

20 January

คำที่ทำให้ดีขึ้น

แนวคิดที่ทำให้ฉันมีความสุขและอุ่นใจขึ้นในระยะที่จิตใจแกว่งไกวไปมาเช่นนี้คือ

เวลาฉันเซ็งกับปัญหาซ้ำซากอันไม่ได้เกิดจากตัวฉัน แต่ฉันต้องรับผิดชอบ ส่งผลให้ฉันจิตตกลงเรื่อยๆ ผู้ใหญ่สูงวัยชื่อปุ๊เลยสอนฉันว่า “ชีวิตก็แบบนี้ มันไม่ได้ราบเรียบง่ายดาย มันต้องมีเรื่องเฮงซวยมาให้เราปวดหัวบ้าง มันถึงเรียกว่าชีวิต”

เวลาที่ฉันเหนื่อยกับการระลึกถึงอดีต คร่ำครวญถึงมัน ร้องไห้ให้มัน คิดถึงมัน ลุงวินทร์คนเขียนบทภาพยนตร์ที่ขาดทุนสอนฉันว่า “ทุกๆนาทีมีตัวตนของมันเพียงแวบเดียวและไม่หวนกลับมาอีก น่าเสียดายหากต้องเสียมันให้กับการบ่น การก่นด่าโชคชะตา การคร่ำครวญ การนินทา”

ในวันที่ฉันอกหัก (เมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เอง)จากการแอบชอบเพื่อนร่วมงาน ฉัน..หญิงสาวที่เอาแน่เอานอนกับชีวิตตัวเองไม่ได้ ตอบตัวเองว่า “พระเจ้ารู้จักฉันดีกว่าตัวฉัน ฉันไม่จำเป็นต้องรู้สึกกังวลอะไรมากมายกับอนาคตที่อยู่ในมือของพระเจ้าแล้ว”

ในเวลาที่ฉันถูกกระตุ้นจากคนกลุ่มหนึ่ง และจากหนังสือบางเล่ม ให้เอาจริงเอาจังกับความฝัน เคี่ยวกร่ำกับมัน เดินหน้าท้าทายมัน ยึดมันไว้และทำให้สำเร็จ แต่ฉันพลาดตรงที่ฉันนิยามมันเพิ่มเข้าไปอีกว่า “ต้องสำเร็จเร็วๆ ไม่งั้นไม่เจ๋ง” ลุงวินทร์นักเขียนรางวัลซีไรท์ที่เคยเขียนบทหนังคนเดิม ก็ทำให้ฉันได้นิยามใหม่ว่า “ไม่เคยมีใครช้าเกินไปที่จะทำสิ่งที่ตนฝัน โลกเรามีนักศึกษาที่เข้าโรงเรียนในวัย 60 เจ้าสาวแต่งงานในวัย 70 นักเขียนที่เริ่มงานเขียนตอนอายุ 80 ฯลฯ” ฉันจึงเลิกกดดันตัวเอง แล้วค่อยๆทำไป ทำให้ฉันค้นพบว่า ทำตอนที่ไม่รีบและไม่กดดันนี่ มันทำให้อยากทำจริงๆ ฉันจะพยายามฝึกฝนตัวเองในแบบฉันๆ สแตนบายไว้ ถ้ามีโอกาสเมื่อไหร่ ฉันจะกระโจนไปสู้กับมันสักตั้ง

ระยะนี้ฉันฟังเยอะมาก ฟัง ฟัง ฟัง ฟัง

เมื่อพุธที่แล้วพี่โป๋นักแต่งเพลงที่มีภรรยาสวยมากบอกว่า “อย่าให้เงินเป็นคนถือพวงมาลัยชีวิต” ฉันก็มานั่งคิดว่า บางครั้งฉันเหนื่อยกับการคิดหาเงินเยอะๆ (ซึ่งมักจะคิดไม่ออก) ก็ได้คำตอบว่า ตอนฉันหาเงินได้เยอะๆ ก็มีเรื่องให้ต้องจ่ายออกไปเยอะๆ สุดท้ายก็ไม่เหลืออะไรอยู่ดี จะกดดันตัวเองด้วยความอยากได้เยอะๆไปทำไม

หาสามีรวยๆดีกว่า ไม่ต้องเหนื่อยมาก ไม่ต้องคิดมากด้วย

พูดเล่น

แค่หาสามีธรรมดายังยาก อีนี่ไม่เข็ด

จบแระ เรื่องนึง

ฉันไปช่วยเพื่อนขายเครื่องสำอางที่สยามตอนกลางคืนเป็นครั้งคราว สนุกดี อยากขายของอีก อยากขายเองได้ตังค์เยอะๆ

โอ๊ะ เยอะอีกแล้ว

บ่ายนี้ที่โบสถ์จัดทริปนั่งเรือหางยาวไปเที่ยวเกาะเกร็ด เกาะเกร็ดกับบ้านฉันห่างกันเพียงไม่กี่ป้ายรถเมย์แต่ฉันไม่เคยไปเลย และไม่เคยคิดอยากด้วย คราวนี้ด้วยความจำยอม

ได้ข่าวว่าเป็นที่ๆมีเครื่องปั้นดินเผาเยอะแยะ(จตุจักรก็เยอะเว้ย) เป็นชุมชนโบราณ(ชนเผ่าไหนไม่โบราณมั่งวะ) ของกินเยอะ ซึ่งในนิยามเหล่านี้ข้อสุดท้ายน่าสนใจที่สุด

เกาะเกร็ดสำหรับฉัน ฉันว่าไม่ต่างอะไรกับตลาดนัดกลางน้ำซึ่งจะบอกว่ามันไม่น่าสนใจซะทีเดียวก็ไม่ใช่ เขาก็ขายของเหมือนๆกันหลายๆเจ้า ขนมหวานก็ชนิดเดียวกัน 10 เจ้า ทอดมันเหมือนกันเป๊ะ 10 เจ้า ระยะทางรอบเกาะสมมุติว่า 1 กิโลเมตร เดินแค่ 100 เมตรก็จำลองของที่เหมือนๆกันทั่วทั้งเกาะแล้วอ่ะ

แต่มันก็บรรเทาอาการคันจากการอยากไปอัมพวาได้บ้าง

ทริปครั้งนี้อ่ะ อิ่มจังตังค์อยู่ทุกบาท พิสูจน์ให้เห็นว่าฉันมีเพื่อนที่ดีมากมายแบบนี้

น้องฟางกำลังซื้อทอดมันตูนก็ “อะไรอ่ะๆ ทำอารายเนี่ย” น้องฟางจึงจำต้องชวน “กินมั๊ยเจ๊ตูน”

พี่หนึ่งกำลังซื้อไอติมตูนก็ยังไม่เปลี่ยนมุข “อะไรเนี่ย ทำไรอ่ะ” พี่หนึ่งก็ทำหน้าอืดๆชวนตูน “กินดิ เอาเลยมึง กูมีน้ำใจกับคนหน้าด้านอยู่แล้ว”

ไอ้นุซื้อหวานเย็น 3 ไม้ตูนก็ “นุซื้อเผื่อเจ๊ใช่มะ” ไอ้นุ”เปล่า” ตูนคว้าหวานเย็นจากมือนุ สอยมา 1 อัน นุไหวตัวไม่ทัน

ไอ้หลุยส์ซื้อเป๊บซี่ใส่โอ่ง เดินดูดเพลินๆ ตูนเสนอหน้าเอาหลอดจิ้มไปดูดด้วยเนียนๆ หลุยส์รู้ตัวอีกทีตูนก็อิ่มแระ

ได้กินท๊อฟฟี่ของพี่เอ้ ....อีกเยอะว่ะ จำไม่ได้แล้วว่าสอยอะไรของใครมาบ้าง รู้แต่ว่ายังไม่ได้ซื้ออะไรเลยแต่อิ่มมาก ของแบบนี้เป็นการฝึกวิทยายุทธในการช่วงชิง เวลาที่อยู่ในสนามรบแห่งการแข่งขันอะไรซักอย่าง ตูนจะได้สามารถ นี่ไม่ได้อยากแย่งของๆใครนะ แค่พัฒนาตัวเองน่ะ

……………………

ตูนปิ๊งผู้ชายอีกคนแระ ตูนไม่เคยคุยด้วย รู้จักแต่ชื่อและทุกสิ่งอันในเฟซบุคแค่นั้น

เมื่อวานก่อนตูนซุ่มซ่ามแล้วเค้าแค่ถามว่า

“ไม่เจ็บใช่มั๊ย”

คำเดียว กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด

กรี๊ดๆๆๆ

หัวใจปรู๊ดปร๊าดไป 1 คืน
17 October

สิ่งประดิษฐ์ชื้นล่าสุด

ในวันว่างๆ ฉันประดิษฐ์เครื่องมือพิเศษ... สว่านชนิดหัวเจาะขนาดเท่าขวดชาเขียว เจาะและดูด

ในวันว่างๆ ฉันเอาสว่านที่ฉันประดิษฐ์เจาะลงไปในหัวตัวเอง ตรงหลังหูข้างขวา เสียบปลั๊ก เครื่องมอเตอร์ทำงาน จ่อลงไปที่ขมับ ค่อยๆเจาะ ผ่านผิวหนัง ผ่านกะโหลก

ในวันว่างๆ ฉันดูดสมอง และของเหลวที่อยู่ในหัวออกมาจนหมด ไม่ ไม่ใช่แค่สมอง...  

หากแต่เป็นของเหลวทั้งหมดภายในตัวฉัน ...

ค่อยๆดูดออก...

ทำลายระบบต่างๆภายไต้ผิวหนังแปรเป็นของเหลว เริ่มจากสมอง ลูกตา เลือด น้ำย่อยกระเพาะ ไขมัน น้ำเหลือง

ดูดมันออกมาจนหมดเหลือแต่ผิวหนังและกระดูก

... ฉันตายไปตั้งแต่เริ่มพิธีเจาะกะโหลกแล้ว แต่มอเตอร์ยังคงทำงานต่อไปไม่หยุด

...

นี่เป็นสิ่งที่ฉันอยู่ในหัวที่ยังไม่ได้โดนดูดของฉัน...

หลังจากที่คิดถึงเรื่องอันน่ารังเกียจ

...เรื่องสะอิดสะเอียนทั้งที่มีสาเหตุมาจากฉันเอง และที่คนอื่นทำกับฉัน

สิ่งที่คุณเห็น ฉันอาจจะเป็นแค่คนที่มีความรู้สึก... ฉันยิ้มให้ ฉันกินจุ ฉันงี่เง่า ฉันเอาแต่ใจ

นอ อา ไม้เอก  +สอ อะ+ออ อิ ดอ+ สอ อะ +ออ เอีย นอ

สิ่งที่คุณเห็นมันเป็นภาพลวงตา ฉันมีแค่ผิวหนังและกระดูกเท่านั้น

สังเกตดูสิ ตรงหลังหูข้างขวามีรอยขนาดเท่าก้นขวดชาเขียว

เครื่องมอเตอร์พลังสูงทำงานอย่างสัตย์ซื่อ ทุกทีที่ฉันอยู่คนเดียวนานๆ ...

เสร็จพิธี ฉันรู้สึกสะอาดขึ้นมาบ้างแล้ว...

07 October

กูขอ !!!

 
...ถ้ากูยังเป็นคนแบบนี้อยู่ คงไม่ต้องหวังว่าจะมีเพื่อนสักคนแล้วชีวิตนี้
 
กลายเป็นคนไม่มีใครเอาอย่างแท้จริง
 
ใครพูดอะไรก็ขัดใจไปหมด วีนแหลก
 
อีเวร
 
เพราะวันนี้เมนมา
เพราะไม่สบายไข้ขึ้น
เพราะกูอยากอยู่คนเดียวแต่สาระแนไปปฏิสัมพันธ์กับชาวบ้าน
เพราะกูทำอะไรก็ผิดไปหมด แม้แต่เลือกเพลงลง MP3 ยังเลือกผิด ไม่โดนใจ
เพราะกูโตเป็นควายแล้ว แต่เสือกเพิ่งจะมาติสเอาป่านนี้
 
 
แม้แต่พูดคำว่า "ขอโทษ" กูก็ทำไม่ได้
 
ไม่ใช่เพราะอีโก้
 
กูก้มหน้าอธิษฐานขอให้พระเจ้าเปลี่ยนแปลงกูให้เป็นคนคิดถึงใจคนอื่น ขอปัญญาในการเข้าใจคนอื่น อ่อนโยน และมีน้ำใจ
 
คำอธิษฐานในวันที่อายุ 26
 
แต่แล้ว.....
 
เฮ้อออออ
 
เอาเป็นว่า กูขอสเปซซักแป๊บ ถ้าไม่จำเป็นอย่าคุยกะกู เพราะกูไม่อยากงี่เง่าใส่ใคร
 
กูอาย
 
 
พร้อมเมื่อไหร่จะติดต่อกลับไป
 
---------------------------------------------------------
 
 
วันนี้ได้ของขวัญวันเกิดด้วย ชิ้นแรกของปี
 
เป็นหนังสือเรื่อง "ต้นส้ม น้ำตา พายุ" จากเปาเพื่อนห้องข้างๆ
 
คำว่าเพื่อนไม่สำคัญเท่าคำว่าเปาเป็น..."ผู้ชาย"
 
และดันเป็นหนังสือที่ฉันจะซื้อ ในภาวะกระเป๋าตังค์หุ่นดี ผอมบางเพราะไม่ได้แดกตังค์เป็นอาหารมาเป็นเวลานาน เลยต้องตัดใจกันไป
 
...พอเห็นความใจดีของเปา
 
แล้วก็มองกลับมาที่ตัวเอง
 
...โรคอายตัวเองกำเริบเฉียบพลัน
----------------------------------------