sweetly's profileSpace ของ sweetlyBlogGuestbookNetwork Tools Help

Blog


    07 April

    หนังสือจากงานละลายทรัพย์ที่สั่งสมมาทั้งปีแห่งชาติ

    for English please translate by yourself.

    ช่วงนี้ฉันเขียนอะไรไม่ค่อยออก อันเป็นผลกระทบจากความผันแปรทางด้านอารมณ์

    ก่อนที่ฉันจะเปลี่ยนบันทึกหน้านี้ให้เป็นโศกนาถกรรม ฉันว่าฉันรีบอัพเดทหนังสือที่ฉันไปซื้อมาอย่างบ้าคลั่งที่งานสัปดาห์หนังสือครึ่งปีแรก 2009 ดีกว่า

    นับแต่ปีที่แล้วจนปีนี้ ฉันอ่านหนังสือน้อยกว่าเดิมหลายสิบเท่า เนื่องด้วยภาระการงาน เนื่องด้วยความสนใจอื่นๆที่แทรกเข้ามา ทำให้ฉันอ่านหนังสือจบไปได้ไม่ถึง 5 เล่ม ซึ่ง....ก็ช่างมันดิ จะเอาอะไรนักหนากับชีวิต จะอ่านหรือไม่อ่านก็ไม่ทำให้สถิติคนไทยอ่านหนังสือปีแค่ละ 5 บรรทัดถูกล้มลงซะหน่อย

    ปีนี้ฉันนัดแบบไม่เป็นทางการจะเจอพี่แป๊ด บก.สนพ.ระหว่างบรรทัด นับเป็นความยวนใจมากที่ได้รู้จักกับบก.สนพ. ที่ฉันชอบ

    ฉันเคยคิด ...ถ้าเราได้รู้จักนักเขียนเยอะๆคงดีเนอะ เราจะได้ไม่ต้องมาลองผิดลองถูกเวลาซื้อหนังสือ นักเขียนเวลาแนะนำหนังสือเพื่อคนที่รู้จักกับเพื่อการค้า ไม่เหมือนกัน อย่างคุณแม่ยายของฉัน (จีรนันทร์ พิศปรีชา) งานที่คุณแม่ยายแปล บางเล่มที่ขายดีมาก สนพ.โปรโมทกระหึ่มมากแต่คุณแม่กลับบอกหลังไมค์ว่า อย่าไปซื้อเลยว่ะ มันจับทฤษฏีนี่นั่นมายำกันมั่ว เพี้ยน (คุณแม่ยายไม่ได้บอกฉันโดยตรงนะ ฉันรู้มาจากพี่แทนอีกที) หนังสือเล่มดังกล่าวฉันไม่ได้ซื้อมา แต่ได้มาฟรีจากการโทรไปขอเพลงทางสถานีวิทยุ (แนวๆ) ฉันอ่านจบไปครึ่งเล่ม...ไม่รอด

    หมายเหตุ: จีรนันทร์ พิศปรีชาเป็นแม่ยายของฉันโดยที่ไม่รู้ตัว ฉันขี้ตู่แบบนี้เสมอ คุณผู้ชายที่อ่านผ่านบรรทัดนี้ ไม่แน่ว่าครั้งนึงคุณอาจเคยเป็นแฟนของฉัน เป็นกิ๊กของฉัน เป็นชู้ของฉัน หรือเป็นสามีของฉัน โดยที่คุณแม่งไม่รู้ตัวเลย

    เข้าเรื่องเห๊อะ

    ปรัชญาของฉันกับการมาซื้อหนังสือครั้งนี้คือ

    1. ไม่ซื้อหนังสือปรัชญา คาลิล ยิบบรานอะไรนี่หลีกให้ไกล เฮอร์มาน เฮสเซ่ นี่ก็เอาไว้ก่อน

    (วันนี้เจอเวโรนิก้าขอตายเล่มละ 70- โอ้ยอีตูนจิกนิ้วกับขอบโต๊ะอย่างแรง อยากได้มาก แต่ไม่ได้ เดี๋ยวเสียความตั้งใจ)

    2. ไม่ซื้อหนังสือที่รสชาติเดิมๆ นักเขียนที่เป็นแฟนคลับอยู่นี่อดใจไว้เลย ลองชิมอย่างอื่นบ้างอะไรบ้าง (ข้อนี้ก็ล้มไม่เป็นท่า)

    3. พยายามหาหนังสือภาษาอังกฤษสนุกๆมาอ่าน และแปล และฝึก เพื่ออนาคตที่ดีกว่า
    (หมายอีกเหตุ:นี่เป็นรายชื่อหนังสือของคนที่เกลียดเรื่องทไวไลท์เข้าไส้ หนังสือเชี่ยไรไม่รู้ ไม่สนุกอย่างรุนแรง อ่านแล้วหงุดหงิด แล้วก็ดังจังนะ)

    ต่อไปนี้เป็นรายชื่อหนังสือที่ฉันซื้อมา

    1. เรื่องเล่าของเกาะที่ไม่มีใครรู้จัก ราคา 40 บาท เป็นหนังสือเล่มบางๆ เป็นนิทานโปรตุเกสที่สาระไม่เบาแบบนิทานเลย ฉันเคยซื้อหนังสือเล่มนี้เมื่อนานมาแล้ว แต่ทำหาย ดีใจมากที่ได้เจอมันอีก จำได้ว่าครั้งแรกที่อ่าน ละลายเลย เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรักและการเดินทางค้นหาตัวเอง

    2. เส้นแสงที่สูญหาย เราร้องไห้เงียบงัน ราคาปก 175 ราคาลดจำไม่ได้ เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นของมุราคามิ คำนำบอกว่าเรื่องสั้นขายยาก แต่สำหรับฉันเรื่องยาวของมุราคามิทำให้ฉันไปไม่รอด นับจากสดับลมขับขานที่ไอ้ปิง บอกว่าดีที่สุดของมุราคามิในความคิดของมัน แต่ฉันว่า pinball นี่แหละ โดนฉันที่สุดแล้ว ฉันว่าเรื่องสั้นเล่มบางขนาดนี้จะทำให้รักของฉันกับมุราคามิจบลงในคราวเดียวที่หยิบขึ้นมา ไม่เหมือนเรือเชื่องช้าสู่เมืองจีนที่ฉันอ่านไม่จบสักทีตั้งแต่ปีที่แล้ว (ก็หนูไม่มีเวลานะ ไม่มีเวลา)

    3. ฉัน-บ้า-กาม ราคาปก 135 ของ คำ ผกา Every girls love barbie. But I love Bitch.ตูนชอบเจ๊คนนี้มาก She are my bitch. หนังสือเก่าเรื่องฉันบ้ากาม ตูนอ่านจบภายในคืนเดียว ตรงไปตรงมา เข้าใจง่าย สามารถตบหน้าให้ตื่นจากความเพ้อเจ้อได้โดยไม่ต้องพรรณนาอะไรมาก

    4. ...if on a winter’s night a traveler หากค่ำคืนหนึ่งในฤดูหนาวนักเดินทางคนหนึ่ง ราคาปก 185 เป็นหนังสือแปลของ อิตาโล คาวิโน

    5. หญิงสาวผู้หวาดกลัวความสุข ของโยชิโมโต บานาน่า ราคาปก 120 ตูนเป็นแฟนคลับไต้ฝุ่นด้วย ได้ยินชื่อเสียงของเรื่องนี้มานาน น่าอ่านสุดๆ

    6. ฉันดื่มดวงอาทิตย์ ของบินหลา สันกาลาคีรี ราคาปก 100 ภาษาของบินหลาทำให้อยากกอดโลกไว้ทั้งใบ (ไหนบอกจะไม่ซื้อของนักเขียนที่ชอบ)

    7. ของฝากจากทะเล ราคาปก 150 เป็นหนังสือแปลของ แอน มอลร์โรล ลินเบิร์กห์

    8. ปลาฉลามฟันหลอ ราคาปก 250 ของบินหลา อีก กรี๊ดเลยเล่มนี้ อยากได้มาหลายปีแต่หาไม่เจอสักปี อันนี้เป็นเวอร์ชั่น 2 ภาษาด้วย อังกฤษ-ไทย แถมรูปวาดก็น่ารัก ตูนอ่านจบไป 3 หน้า กรี๊ดเลย บินหลามากๆ

    9. เฒ่าจันทรา ราคาปก 180 ฝรั่งมีคิวปิด จีนก็มีเฒ่าจันทราเป็นคนสื่อรักให้หนุ่มสาว เฮียอี้ยื่นเล่มนี้ทันทีที่เห็นหน้าตูน เฮียอี้เป็นนักแปลภาษาจีนจากมติชน เป็นคนที่ตูนคุ้นเคยรู้จักมาหลายปี ในจำนวนหนังสือที่เฮียแปลและวางกองอยู่หน้าเฮียเกือบ 10 เล่ม เฮียยื่นเล่มนี้ให้มาให้เล่มแรกเลย บอกว่าเหมาะกับตูนที่สุดแล้

    10. อภินิหาร เมสสิยาห์ ราคาที่ซื้อมา 200 เป็นการ์ตูนญี่ปุ่น เรื่องเกี่ยวกับพระเยซูตั้งแต่เกิดจนฟื้นคืนชีพ พระเยซูในเรื่องนี้หน้าตาเหมือนพระเอกเกาหลีมาก น่ารักดี ตูนเลยซื้อเก็บไว้ให้ลูกอ่าน (ได้ข่าวว่าสามียังพยายามหาอยู่)

    11. คิระ-คิระ งามระยับดั่งดวงดาว ราคาปก 140 เป็นหนังสือได้รับรางวัลนะ ของญี่ปุ่น คิดว่าคงเป็นหนังสือแนวดราม่าอีกเล่มในลิส

    12. Kyushu you & me ราคาปก 170 หนังสือของคุณ fonkoon เย้ได้ซื้อซะที ตามบล็อกมานานแล้ว เป็นบันทึกเที่ยวเมืองคิวชู

    13. Kyoto Diary ราคาปก 220 อันนี้ก็ของ fonkoon เห็นมั๊ย ชอบจริงๆนะเนี่ย

    14. 10 เดซิเบล ปริศนากับความรัก ราคาปก 70 อันนี้ก็คงเกี่ยวกับความรักแบบไม่กิ๊กๆเหมือนนวนิยายใยไหม (แน่ล่ะ) พี่คนเขียนเซ็นหนังสือให้ตูนด้วย พี่เค้าดูติสดี แอบกรี๊ดนิดนึง

    15. ร้านชำสำหรับคนอยากตาย ราคาปก 198 ชอบนิยายฝรั่งเศสอ่ะ แล้วเรื่องนี้ก็เล็งไว้ตั้งแต่ปีโน้น มันดึงดูดมาก

    16. ความลับในความรัก ราคาปก 198 ตูนจำได้ว่าเคยมีคนรีวิวหนังสือเล่มนี้ไว้ได้น่าอ่านมากๆ แต่จำไม่ได้ว่าใคร แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่แท้จริง เหตุผลที่แท้จริงคือ เล่มนี้คุณแม่ยายแปล ตูนต้องอุตหนุนหน่อยเศรษกิจครอบครัวจะได้เจริญๆ

    17. มนุษย์ทองคำคนที่ 8 แห่งเส้าหลิน Giddens ราคาปก 245 ฉันไม่เคยอ่านหนังสือจีนกำลังภายในเลย แต่ดูคำโปรยบนปกนะ “หากริจะเป็นจอมยุทธ์วีรบุรุษ ก็จงสำแดงความดีในตัวเจ้าออกมาให้ได้ หากความฝันของเจ้าถูกหัวเราะเยาะ ก็จงชื่นชมยินดีและดื่มเพื่อมัน” โหยยย กรี๊ดเลย เจ๋งแน่ เล่มนี้เฮียอี้แปลอีก เฮียอี้เซ็นในหนังสือให้ว่า “ในกำลังภายในก็มีความรัก หุ หุ” โหยยย เฮียคมมาก

    18. เมนูปรารถนา Vanishing Life & Desirable Taste ราคาปก 135 แต่พี่แป๊ดให้ตูนฟรี กรี๊ดๆๆ เป็นหนังสือของฮิมิโตะ ณ เกียวโต (ก็ยัยเจ๊คำ ผกา แหละ) เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ความรัก ความสัมพันธ์ เซ็กซ์ และอาหาร ตูนเคยมีหนังสือเล่มนี้แล้วทำหายไป ที่จริงไม่ได้หาย ที่จริงไม่ได้ลืมไว้ที่บ้านใคร ตูนรู้ว่ามันอยู่ที่ไหน แต่ไปเอามันคืนมาไม่ได้เพราะคนที่ฮุบหนังสือเล่มนี้ไป พยายามอย่างยิ่งที่จะสอนบทเรียนภาคปฏิบัติในเรื่องของสิ่งที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้ (ความสัมพันธ์ อาหาร เซ็กซ์ แต่ไม่รัก เพราะถ้ารักคงไม่พยายามแบบนั้น) หนังสือเล่มนี้หายไปพร้อมความรู้สึกดีๆ หายไปพร้อมหนังสือเรื่องนิทานสันดารเสีย....สันดานเสียจริงๆ

    Anyway อย่างไรก็ตาม ตูนได้มันมาแล้ว เล่มใหม่พร้อมความรู้สึกดีๆ ฟรีๆ

    ปีนี้ตูนรอดจากบูทของอะเดย์มาได้ ดีใจมาก ตูนเข้าไปส่องๆดูแล้ว ตูนอยากอ่านนิยายแปลของอะเดย์มากกว่าหนังสือที่อยู่ในบูทตอนนี้ ตูนคิดถึงหนังสือแนวมาร์ติน พิก แล้วก็ Crazy หนังสือแปลที่ตูนทำหาย (อีกแล้ว) คิดถึงแนวนี้ของอะเดย์มาก ไม่รู้ว่าตูนลดความนิยมอะเดย์ไปมากขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่

    สำหรับบูทลุงวินทร์ ตูนหาไม่เจออ่ะ อยากได้บุหงาปารีก็เจอกันเมื่อสายไปซะแล้ว (ตังค์หมดไปเกือบ 3,000)
    03 April

    มนุษย์หน้าแบนกับแมลงสาบหน้าโง่

    มนุษย์หน้าแบนกับแมลงสาบหน้าโง่

    เวลาที่คุณแอบชอบใครสักคนคุณจัดการอย่างไร?

    ทั้งกับความรู้สึกของตัวเองและกับสถาณการณ์เวลาที่ต้องเจอ "เขา"

    ฉันถามแบบต้องการคำตอบจริงๆไม่ได้ถามเพื่อเข้าสู่บันทึกของฉัน หากคุณมีไอเดียกรุณาบอกฉัน เพราะตอนนี้

    ฉันจัดการกับทั้งสองสิ่งไม่ได้เลย.....

    ในส่วนของความรู้สึกของฉัน

    ฉัน เหมือนแมลงสาบในสถานการณ์ที่ต้องเผชิญหน้ากับมนุษย์ที่กลัวแมลงสาบ ด้วยอาการตกใจมันพยายามจะหนี แต่มันควบคุมทิศทางการบินไม่ได้ ส่วนไอ้มนุษย์หน้าแบนพยายามจะปัดมันไปให้พ้น ยิ่งปัด ยิ่งหนี มันยิ่งเข้าหา

    มนุษย์ คิดว่าแมลงสาบเป็นสัตว์ประเภทกวนตีน ยิ่งเกลียดมันยิ่งมา พอตบให้ตายไปใส้แตก มันก็ยังอึดคืนชีพขึ้นมาอย่างปีศาจ พาร่างที่เปื้อนใส้ตัวเอง โงหัวขึ้นมามองหน้าท้าทายไอ้มนุษย์หน้าแบน

    ฉันเป็นมนุษย์หน้าแบนที่เกลียดแมลงสาบ แต่ในนาทีนี้ ฉันคิดว่าฉันเข้าใจมัน ฉันเข้าใจมันถึงขนาดที่คิดว่าฉันเป็นมันด้วยซ้ำ

    แมลง สาบกลัวคน มันหนี มันพยายามจะหนี แต่เหมือนมีแรงดึงดูดบางอย่างทำให้มันควบคุมปีกสกปรกๆของมันไม่ได้ แรงดึงดูดของมันมีมากพอที่จะทำให้มันถลาเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อไปเกาะอยู่บน หัวของตัวอันตราย

    มันเข้าไปเกาะอย่างงงๆ โง่ๆ และไร้ซึ่งเหตุผล เหตุผลเดียวที่มันหาได้คือ "แรงดึงดูด" ซึ่งมันเองไม่ได้บิ้วให้เกิดขึ้น มันเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ธรรมชาติที่มนุษย์คิดว่าเป็นแค่ความกวนตีน

    แม้จะถูกตบให้เจ็บแค่ไหน มันก็ยังอยากเงยหน้าขึ้นมองเขา ......

    นี่เป็นเรื่องความรู้สึกของฉันตอนนี้ ตอนที่ฉันแอบชอบใครบางคน กรุณาอย่าเข้าใจผิด

    ฉันเดาว่า คุณอาจจะขำกับเรื่องแมลงสาบหน้าโง่กับมนุษย์หน้าแบนอยู่ ฉันก็ขอให้คุณเอนจอย

    แต่สำหรับฉันเรื่องนี้ไม่ได้น่าขำเลยสักนิด

    ช่วง อาทิตย์แรกที่ฉันเกิดอาการเพ้อหนัก(น้อยกว่าตอนนี้) ฉันคุยกับพี่คนนึง เธอบอกว่าเธอไม่อยากจะตกหลุมรักใครอีกแล้ว เพราะมันเหมือนเราตกไปอยู่ไต้อิทธิพลของคนที่เราชอบ

    ตอนนั้นฉันตอบกลับไปในใจอย่างตาใสหน้าแจ่มว่า "นาทีนี้ จะครอบครองตูนเลยก็ได้ ตูนยอมทุกอย่าง"

    ตอนนี้ผ่านมาแล้วครึ่งเดือน แค่เค้าไม่ยอมพูดด้วย วันเวลาของฉันมันก็บูดแล้ว ฉันเริ่มรู้สึกถึงความน่ากลัวของการตกอยู่ภายไต้อำนาจ

    แค่เขาดูเหมือนจะสนใจฉัน แค่เขายิ้มให้ แค่คุยแล้วตอบ แค่นั้น มันก็....เข้าใจใช่มั๊ย

    ฉันเลือกที่จะเผชิญกับมัน ฉันจะทำให้ช่วงเวลาแบบนี้ให้อยู่กับฉันนานที่สุด มันเป็นช่วงเวลาที่ฉันรู้สึกว่า ฉันมีชีวิต

    (ปล่อย ให้คนบางคนกำหนดอารมณ์ของเราในแต่ละวัน...มันเรียกว่ามีชีวิตตรงไหน อาจจะเรียกได้ว่ามีชีวิต แต่เป็นชีวิตที่ขึ้นอยู่กับเขา...เฮ้อออออ)

    ฉันคิดว่าอีกไม่นานฉันจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม เป็นตัวของตัวเอง ใช้ชีวิตแบบเดิมของฉันไป

    ซึ่งก็อีกนั่นแหละ ฉันไม่รู้ว่าฉันจะอยากกลับไปเป็นแบบเดิมจริงๆรึเปล่า

    20 January

    คำที่ทำให้ดีขึ้น

    แนวคิดที่ทำให้ฉันมีความสุขและอุ่นใจขึ้นในระยะที่จิตใจแกว่งไกวไปมาเช่นนี้คือ

    เวลาฉันเซ็งกับปัญหาซ้ำซากอันไม่ได้เกิดจากตัวฉัน แต่ฉันต้องรับผิดชอบ ส่งผลให้ฉันจิตตกลงเรื่อยๆ ผู้ใหญ่สูงวัยชื่อปุ๊เลยสอนฉันว่า “ชีวิตก็แบบนี้ มันไม่ได้ราบเรียบง่ายดาย มันต้องมีเรื่องเฮงซวยมาให้เราปวดหัวบ้าง มันถึงเรียกว่าชีวิต”

    เวลาที่ฉันเหนื่อยกับการระลึกถึงอดีต คร่ำครวญถึงมัน ร้องไห้ให้มัน คิดถึงมัน ลุงวินทร์คนเขียนบทภาพยนตร์ที่ขาดทุนสอนฉันว่า “ทุกๆนาทีมีตัวตนของมันเพียงแวบเดียวและไม่หวนกลับมาอีก น่าเสียดายหากต้องเสียมันให้กับการบ่น การก่นด่าโชคชะตา การคร่ำครวญ การนินทา”

    ในวันที่ฉันอกหัก (เมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เอง)จากการแอบชอบเพื่อนร่วมงาน ฉัน..หญิงสาวที่เอาแน่เอานอนกับชีวิตตัวเองไม่ได้ ตอบตัวเองว่า “พระเจ้ารู้จักฉันดีกว่าตัวฉัน ฉันไม่จำเป็นต้องรู้สึกกังวลอะไรมากมายกับอนาคตที่อยู่ในมือของพระเจ้าแล้ว”

    ในเวลาที่ฉันถูกกระตุ้นจากคนกลุ่มหนึ่ง และจากหนังสือบางเล่ม ให้เอาจริงเอาจังกับความฝัน เคี่ยวกร่ำกับมัน เดินหน้าท้าทายมัน ยึดมันไว้และทำให้สำเร็จ แต่ฉันพลาดตรงที่ฉันนิยามมันเพิ่มเข้าไปอีกว่า “ต้องสำเร็จเร็วๆ ไม่งั้นไม่เจ๋ง” ลุงวินทร์นักเขียนรางวัลซีไรท์ที่เคยเขียนบทหนังคนเดิม ก็ทำให้ฉันได้นิยามใหม่ว่า “ไม่เคยมีใครช้าเกินไปที่จะทำสิ่งที่ตนฝัน โลกเรามีนักศึกษาที่เข้าโรงเรียนในวัย 60 เจ้าสาวแต่งงานในวัย 70 นักเขียนที่เริ่มงานเขียนตอนอายุ 80 ฯลฯ” ฉันจึงเลิกกดดันตัวเอง แล้วค่อยๆทำไป ทำให้ฉันค้นพบว่า ทำตอนที่ไม่รีบและไม่กดดันนี่ มันทำให้อยากทำจริงๆ ฉันจะพยายามฝึกฝนตัวเองในแบบฉันๆ สแตนบายไว้ ถ้ามีโอกาสเมื่อไหร่ ฉันจะกระโจนไปสู้กับมันสักตั้ง

    ระยะนี้ฉันฟังเยอะมาก ฟัง ฟัง ฟัง ฟัง

    เมื่อพุธที่แล้วพี่โป๋นักแต่งเพลงที่มีภรรยาสวยมากบอกว่า “อย่าให้เงินเป็นคนถือพวงมาลัยชีวิต” ฉันก็มานั่งคิดว่า บางครั้งฉันเหนื่อยกับการคิดหาเงินเยอะๆ (ซึ่งมักจะคิดไม่ออก) ก็ได้คำตอบว่า ตอนฉันหาเงินได้เยอะๆ ก็มีเรื่องให้ต้องจ่ายออกไปเยอะๆ สุดท้ายก็ไม่เหลืออะไรอยู่ดี จะกดดันตัวเองด้วยความอยากได้เยอะๆไปทำไม

    หาสามีรวยๆดีกว่า ไม่ต้องเหนื่อยมาก ไม่ต้องคิดมากด้วย

    พูดเล่น

    แค่หาสามีธรรมดายังยาก อีนี่ไม่เข็ด

    จบแระ เรื่องนึง

    ฉันไปช่วยเพื่อนขายเครื่องสำอางที่สยามตอนกลางคืนเป็นครั้งคราว สนุกดี อยากขายของอีก อยากขายเองได้ตังค์เยอะๆ

    โอ๊ะ เยอะอีกแล้ว

    บ่ายนี้ที่โบสถ์จัดทริปนั่งเรือหางยาวไปเที่ยวเกาะเกร็ด เกาะเกร็ดกับบ้านฉันห่างกันเพียงไม่กี่ป้ายรถเมย์แต่ฉันไม่เคยไปเลย และไม่เคยคิดอยากด้วย คราวนี้ด้วยความจำยอม

    ได้ข่าวว่าเป็นที่ๆมีเครื่องปั้นดินเผาเยอะแยะ(จตุจักรก็เยอะเว้ย) เป็นชุมชนโบราณ(ชนเผ่าไหนไม่โบราณมั่งวะ) ของกินเยอะ ซึ่งในนิยามเหล่านี้ข้อสุดท้ายน่าสนใจที่สุด

    เกาะเกร็ดสำหรับฉัน ฉันว่าไม่ต่างอะไรกับตลาดนัดกลางน้ำซึ่งจะบอกว่ามันไม่น่าสนใจซะทีเดียวก็ไม่ใช่ เขาก็ขายของเหมือนๆกันหลายๆเจ้า ขนมหวานก็ชนิดเดียวกัน 10 เจ้า ทอดมันเหมือนกันเป๊ะ 10 เจ้า ระยะทางรอบเกาะสมมุติว่า 1 กิโลเมตร เดินแค่ 100 เมตรก็จำลองของที่เหมือนๆกันทั่วทั้งเกาะแล้วอ่ะ

    แต่มันก็บรรเทาอาการคันจากการอยากไปอัมพวาได้บ้าง

    ทริปครั้งนี้อ่ะ อิ่มจังตังค์อยู่ทุกบาท พิสูจน์ให้เห็นว่าฉันมีเพื่อนที่ดีมากมายแบบนี้

    น้องฟางกำลังซื้อทอดมันตูนก็ “อะไรอ่ะๆ ทำอารายเนี่ย” น้องฟางจึงจำต้องชวน “กินมั๊ยเจ๊ตูน”

    พี่หนึ่งกำลังซื้อไอติมตูนก็ยังไม่เปลี่ยนมุข “อะไรเนี่ย ทำไรอ่ะ” พี่หนึ่งก็ทำหน้าอืดๆชวนตูน “กินดิ เอาเลยมึง กูมีน้ำใจกับคนหน้าด้านอยู่แล้ว”

    ไอ้นุซื้อหวานเย็น 3 ไม้ตูนก็ “นุซื้อเผื่อเจ๊ใช่มะ” ไอ้นุ”เปล่า” ตูนคว้าหวานเย็นจากมือนุ สอยมา 1 อัน นุไหวตัวไม่ทัน

    ไอ้หลุยส์ซื้อเป๊บซี่ใส่โอ่ง เดินดูดเพลินๆ ตูนเสนอหน้าเอาหลอดจิ้มไปดูดด้วยเนียนๆ หลุยส์รู้ตัวอีกทีตูนก็อิ่มแระ

    ได้กินท๊อฟฟี่ของพี่เอ้ ....อีกเยอะว่ะ จำไม่ได้แล้วว่าสอยอะไรของใครมาบ้าง รู้แต่ว่ายังไม่ได้ซื้ออะไรเลยแต่อิ่มมาก ของแบบนี้เป็นการฝึกวิทยายุทธในการช่วงชิง เวลาที่อยู่ในสนามรบแห่งการแข่งขันอะไรซักอย่าง ตูนจะได้สามารถ นี่ไม่ได้อยากแย่งของๆใครนะ แค่พัฒนาตัวเองน่ะ

    ……………………

    ตูนปิ๊งผู้ชายอีกคนแระ ตูนไม่เคยคุยด้วย รู้จักแต่ชื่อและทุกสิ่งอันในเฟซบุคแค่นั้น

    เมื่อวานก่อนตูนซุ่มซ่ามแล้วเค้าแค่ถามว่า

    “ไม่เจ็บใช่มั๊ย”

    คำเดียว กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด

    กรี๊ดๆๆๆ

    หัวใจปรู๊ดปร๊าดไป 1 คืน
    17 October

    สิ่งประดิษฐ์ชื้นล่าสุด

    ในวันว่างๆ ฉันประดิษฐ์เครื่องมือพิเศษ... สว่านชนิดหัวเจาะขนาดเท่าขวดชาเขียว เจาะและดูด

    ในวันว่างๆ ฉันเอาสว่านที่ฉันประดิษฐ์เจาะลงไปในหัวตัวเอง ตรงหลังหูข้างขวา เสียบปลั๊ก เครื่องมอเตอร์ทำงาน จ่อลงไปที่ขมับ ค่อยๆเจาะ ผ่านผิวหนัง ผ่านกะโหลก

    ในวันว่างๆ ฉันดูดสมอง และของเหลวที่อยู่ในหัวออกมาจนหมด ไม่ ไม่ใช่แค่สมอง...  

    หากแต่เป็นของเหลวทั้งหมดภายในตัวฉัน ...

    ค่อยๆดูดออก...

    ทำลายระบบต่างๆภายไต้ผิวหนังแปรเป็นของเหลว เริ่มจากสมอง ลูกตา เลือด น้ำย่อยกระเพาะ ไขมัน น้ำเหลือง

    ดูดมันออกมาจนหมดเหลือแต่ผิวหนังและกระดูก

    ... ฉันตายไปตั้งแต่เริ่มพิธีเจาะกะโหลกแล้ว แต่มอเตอร์ยังคงทำงานต่อไปไม่หยุด

    ...

    นี่เป็นสิ่งที่ฉันอยู่ในหัวที่ยังไม่ได้โดนดูดของฉัน...

    หลังจากที่คิดถึงเรื่องอันน่ารังเกียจ

    ...เรื่องสะอิดสะเอียนทั้งที่มีสาเหตุมาจากฉันเอง และที่คนอื่นทำกับฉัน

    สิ่งที่คุณเห็น ฉันอาจจะเป็นแค่คนที่มีความรู้สึก... ฉันยิ้มให้ ฉันกินจุ ฉันงี่เง่า ฉันเอาแต่ใจ

    นอ อา ไม้เอก  +สอ อะ+ออ อิ ดอ+ สอ อะ +ออ เอีย นอ

    สิ่งที่คุณเห็นมันเป็นภาพลวงตา ฉันมีแค่ผิวหนังและกระดูกเท่านั้น

    สังเกตดูสิ ตรงหลังหูข้างขวามีรอยขนาดเท่าก้นขวดชาเขียว

    เครื่องมอเตอร์พลังสูงทำงานอย่างสัตย์ซื่อ ทุกทีที่ฉันอยู่คนเดียวนานๆ ...

    เสร็จพิธี ฉันรู้สึกสะอาดขึ้นมาบ้างแล้ว...

    07 October

    กูขอ !!!

     
    ...ถ้ากูยังเป็นคนแบบนี้อยู่ คงไม่ต้องหวังว่าจะมีเพื่อนสักคนแล้วชีวิตนี้
     
    กลายเป็นคนไม่มีใครเอาอย่างแท้จริง
     
    ใครพูดอะไรก็ขัดใจไปหมด วีนแหลก
     
    อีเวร
     
    เพราะวันนี้เมนมา
    เพราะไม่สบายไข้ขึ้น
    เพราะกูอยากอยู่คนเดียวแต่สาระแนไปปฏิสัมพันธ์กับชาวบ้าน
    เพราะกูทำอะไรก็ผิดไปหมด แม้แต่เลือกเพลงลง MP3 ยังเลือกผิด ไม่โดนใจ
    เพราะกูโตเป็นควายแล้ว แต่เสือกเพิ่งจะมาติสเอาป่านนี้
     
     
    แม้แต่พูดคำว่า "ขอโทษ" กูก็ทำไม่ได้
     
    ไม่ใช่เพราะอีโก้
     
    กูก้มหน้าอธิษฐานขอให้พระเจ้าเปลี่ยนแปลงกูให้เป็นคนคิดถึงใจคนอื่น ขอปัญญาในการเข้าใจคนอื่น อ่อนโยน และมีน้ำใจ
     
    คำอธิษฐานในวันที่อายุ 26
     
    แต่แล้ว.....
     
    เฮ้อออออ
     
    เอาเป็นว่า กูขอสเปซซักแป๊บ ถ้าไม่จำเป็นอย่าคุยกะกู เพราะกูไม่อยากงี่เง่าใส่ใคร
     
    กูอาย
     
     
    พร้อมเมื่อไหร่จะติดต่อกลับไป
     
    ---------------------------------------------------------
     
     
    วันนี้ได้ของขวัญวันเกิดด้วย ชิ้นแรกของปี
     
    เป็นหนังสือเรื่อง "ต้นส้ม น้ำตา พายุ" จากเปาเพื่อนห้องข้างๆ
     
    คำว่าเพื่อนไม่สำคัญเท่าคำว่าเปาเป็น..."ผู้ชาย"
     
    และดันเป็นหนังสือที่ฉันจะซื้อ ในภาวะกระเป๋าตังค์หุ่นดี ผอมบางเพราะไม่ได้แดกตังค์เป็นอาหารมาเป็นเวลานาน เลยต้องตัดใจกันไป
     
    ...พอเห็นความใจดีของเปา
     
    แล้วก็มองกลับมาที่ตัวเอง
     
    ...โรคอายตัวเองกำเริบเฉียบพลัน
    ----------------------------------------
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    24 September

    วันนี้ฉัน.....

    คืนนี้ฉันอ่านหนังสือที่พี่แทนเขียน

    รอบนี้น่าจะเป็นหลักสิบแล้วที่ฉันจับหนังสือพี่แทนขึ้นมาอ่าน

    และเรื่องที่ฉันอ่านคืนนี้ก็เป็นรอบที่หลายร้อยแล้ว ฉันอ่านวนไปมา ซ้ำไปซ้ำมา

    จากเรื่อง ...เธอบางคน

    พวกคุณเคยเจอเธอมั๊ย

    เธอคนที่...

    บางครั้งก็เข้ามาหาเราด้วยสีหน้าร่าเริง รอยยิ้มของเธอทำให้โลกสดใส

    เธอพูดคุยหยอกล้อกับเราเป็นกันเอง

    เธอมีอะไรก็เล่าให้ฟัง ความฝันของเธอ ความสุขของเธอ เพื่อนๆของเธอ

    ความสับสนของเธอ ความเหนื่อยล้าของเธอ เรื่องราวของเธอ

    เราได้แต่ฟังแล้วนั่งยิ้ม เธอจะรู้ตัวมั๊ย ว่าวินาทีนี้ เธอทำให้ผู้ชายคนหนึ่งมีความสุข

    จากเรื่อง ....เจ็บวน

    ฉันนั่งทบทวนตัวเอง

    ฉันเหงา.. ฉันอยู่คนเดียวมานานแล้ว

    ...ถึงเธอจะไม่ใช่คนที่เลิศเลอ...

    ...ไม่ใช่คนที่ทำให้ฉันลุ่มหลงคลั่งไคล้ตั้งแต่วินาที่ที่แรกพบ

    แต่จะดีไหม...

    หากต่อไปนี้ จะได้มีใครคอยอยู่ข้างๆกัน สักคน...

    ...................

    ทุกครั้งที่ฉันวาดฝัน ฉันรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงหัวเราะเยาะของเธอ ณ.นาทีนี้ ฉันไม่มั่นใจ

    ....................

    ฉันลืมความเข้มแข็งของตัวเองไปหมดแล้ว

    หลังประตูบานนั้น ที่ไม่มีใครรอฉันอยู่

    ฉันไม่มีเรี่ยวแรงพอจะเปิดมัน

    ฉันไม่กล้าพอจะเปิดมัน...

    ...

    ในตอนนี้ ขอแม้มีแสงสว่างเพียงอณูเดียว

    หากเล็ดลอดมาให้ฉันเห็น

    ฉันก็จะรีบโผเข้ากอดมันอย่างน่าสมเพช...

    …………………………………………………………..

    เรื่องจริงของผู้ชายคนหนึ่ง ทุกครั้งที่ฉันอ่าน ฉันก็ส่องกระจกดูตัวเองและเกิดคำถาม (ที่ไม่มีใครตอบ)

    เธอ...เป็นผู้หญิงแบบนั้นมั๊ย ผู้หญิงที่ทำให้ใครบางคนมองเห็น และมีตัวตนในด้านที่สวยงามในสายตาของเค้า เหมือนผีเสื้อ เหมือนดอกไม้กลีบบาง เหมือนขนมที่อ่อนหวานสวยงามจนไม่กล้าชิมให้เสียรูป

    เธอ...เป็นผู้หญิงแบบนั้นมั๊ย ที่ทำให้ใครสักคนรู้สึก “มีความสุข” เวลาที่ได้อยู่ใกล้ๆเธอ

    เธอ...เป็นผู้หญิงแบบนั้นมั๊ย คนที่กุมความหวังทั้งหมดของคนบางคนไว้ แค่เพียงเธอปล่อย เค้าจึงเป็นอิสระ

    เธอ...เป็นผู้หญิงแบบนั้นมั๊ย คนที่ทำให้ใครบางคนเข้มแข็งขึ้นมาได้ เพียงเพราะเธอสนใจเค้า

    ฉันตอบตัวเองว่า ฉันไม่ต้องการจะเป็นผู้หญิงแบบนั้น ฉันไม่ได้ต้องการจะพิเศษไปกว่าใคร

    คนบางคนเคยบอกว่าฉันเป็นเหมือน โคมสีแสดที่แขวนอยู่บนต้นไม้ เพื่อให้ใครสักคนมานั่งพัก และใช้แสงสว่างที่พอดีของฉันอ่านหนังสือ และดับมันเมื่อเค้าต้องการจะพักสายตา

    ฉันไม่ต้องการสูงค่าเหนือใคร ฉันต้องการเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

    ฉันท่อง กล่อม ตะโกน บอกตัวเองอยู่เสมอ ว่าฉันไม่ต้องการจะเป็นคนพิเศษสำหรับใคร

    เพราะเป็นไม่ได้ จึงไม่อยากเป็น ใช่มั๊ย

    ฉันกำลังอ่านเรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่ง เขียนให้ผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้หญิงที่เป็นเหมือน ผีเสื้อ ดอกไม้

    ผู้หญิงแบบที่ฉันเป็นไม่ได้

    ที่ฉันอ่านซ้ำไปซ้ำมา ฉันเพรียงพร่ำบอกกับตัวเองว่าฉันต้องการเพียงเล็กน้อย

    แต่หัวใจของฉันยังคงร้องไห้ ด้วยความอิจฉา เพราะแท้จริงที่ฉันต้องการ คืออยากมีค่าที่สุดหนึ่งเดียว ในใจของใครบางคน

    …………………

    ฉันลืมความเข้มแข็งของตัวเองไปหมดแล้ว

    หลังประตูบานนั้น ที่ไม่มีใครรอฉันอยู่

    ฉันไม่มีเรี่ยวแรงพอจะเปิดมัน

    ฉันไม่กล้าพอจะเปิดมัน...

    ……………………

    บางที เวลาที่เราฝันถึงอะไรสักอย่าง มันช่างงดงามยิ่งใหญ่

    เราอยากได้ เราอยากเป็น เราอยากทำให้ได้

    เราพยายามมากมายเพื่อทำให้ฝันเป็นจริง

    เราเหนื่อย เราท้อ แต่เราก็สู้...

    แล้วสุดท้าย

    ฝันก็ไม่เคยเป็นจริง!

    วันนี้ ฉันเหนื่อย.......

    26 August

    เข้าใจ+ไว้ใจ

     

    ขออนุญาตินะ ไดวันนี้ขอเป็นตัวเองอีกนิด

    .....

    กูขออนุญาติตัวเองอ่ะนะ

    วันนี้เป็นวันที่กูคุย msn เยอะมาก ถ้าเทียบกับทุกๆวันที่ผ่านมา ทั้งกับเหมย อีเชย แจ๊ค ไอ้แบงค์ ซึ่งการอธิบายความเป็นตัวกู ให้คนเหล่านี้ฟัง

    อ่า ให้ใครฟังก็เหอะ มันเป็นอะไรที่....

    เสียเวลา?

    อธิบายทำไม?

    ต้องเข้าใจกันขนาดไหน?

    เพราะใครบัญญัติไว้รึเปล่าว่าเป็นเพื่อนกันต้องเข้าใจกันมากๆ? เราต้องหาเพื่อนที่เข้าใจ รู้ใจเราที่สุดหรอ?

    แล้ว....ต้องเข้าใจกันขนาดไหน? พอมานั่งนึก เอ แล้วกูล่ะ อยากเข้าใจคนอื่นขนาดไหน?

    กูตอบตัวเองได้ว่า กูไม่อยากเข้าใจใครอะไรทั้งนั้น แล้วบางที กูก็เข้าใจว่าไม่มีใครเข้าใจอะไรกูหรอก

    เชี่ย ขนาดกุยังไม่เข้าใจตัวเองเลย แล้วจะมาร่ำร้องให้ใครเข้าใจกูวะ สัดเอ๊ย

    เชื่อใจอ่ะ เป็นคำที่กูเข้าใจ มากกว่าคำว่า ต้องเข้าใจกันและกัน

    คือมึงไม่ต้องรู้หรอกว่ากูรู้สึกยังไงเพราะบางทีกุก็อธิบายไม่ถูก และกูก็ไม่รู้หรอกว่าจริงๆแล้วมึงรู้สึกยังไง เพราะกูคือกู มึงคือมึง

    กูก็ไม่รู้หรอกว่าถ้ากูใช้ชีวิตแบบนี้ ดอกทองขนาดนี้ ปล่อยลมหายใจไปวันๆแบบนี้ ฝังใจกับอะไรเกินไปแบบนี้ อนาคตกูจะเป็นยังไง

    กูก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกมึง หรือพวกคุณต่อไปจะเป็นยังไง

    เราได้แต่คิดไปตามหัวสมองอันมหัศจรรย์สุดต่ำต้อยของเราว่า ถ้าเรายังเป็นแบบนี้ อนาคตเราอาจจะเป็นแบบนั้นแบบนี้

    แต่พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ใช่มั๊ยว่าพรุ่งนี้เราจะเจออะไรบ้าง

    ความฝังใจเจ็บของเราที่เราก่อมัน เราไม่รู้หรอกว่าพระเจ้าจะเอามันออกไปเมื่อไหร่ ใช่มั๊ย? เรายึดมั่นถือมั่นกับมันวันนี้ แต่พรุ่งนี้เราอาจจะเปลี่ยนแปลงได้

    เราดอกทองวันนี้ พรุ่งนี้เราอาจจะเป็นกุลสตรีที่ดีได้

    ซึ่งกูแน่ใจว่า กูมีพระเจ้า และพระเจ้าจะเปลี่ยนกูไปในทางที่ดีขึ้น

    และซึ่งน้องสาวกูก็มีพระเจ้า ที่กูเคยโคตรเซ็งกับมัน คำตอบที่กูได้จากพระเจ้าคือ ไม่ว่าจะยังไงพระเจ้าก็ยังอยู่กับมัน และกูต้องหวังว่าพรุ่งนี้มันจะดีขึ้น กูต้องเชื่อใจพระเจ้า คนที่ดูแลมันได้ดีที่สุด พิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่กู แต่เป็นพระเจ้า

    เราไม่สามารถจะดีได้ด้วยตัวของเราเอง น้องกูก็ไม่สามารถจะดีได้ด้วยตัวของมันเองเช่นกัน กูเข้าใจมันแล้วแหละ

    (เรื่องนี้กูคิดได้ตอนที่ฟังเพลง อยากจะร้องด๊างดัง ของปาล์มมี่ ที่งาน Above)

    เจ๊ตุ๊ก เคยเครียดถึงอนาคตของกูกับอีซิสเตอร์ว่า โตขึ้นไปพวกเราจะเป็นยังไง จะใช้หนี้ที่สุมหัวเหมือนหัวกูเป็นไก่รมควัณแห่งหนี้นี่หมดรึเปล่า

    อีซิสเตอร์กูจะเอาตัวเองรอดมั๊ยในสภาวะโลกเลวร้าย และตัวมันเองที่ดูซื่อบื้อเอามากๆ

    เจ๊ตุ๊กเครียดที่กูสวยเกินไป เพราะจะทำให้อนาคตกูลำบาก ลำบากใจที่จะต้องเลือกผู้ชายหลายคนมากๆ เจ๊ตุ๊กกลัวกูเลือกไม่ถูก

    ซึ่งเจ๊ได้อธิษฐานและเปิดพระคัมภีร์พรึบขึ้นมาอย่างมั่วๆ

    ในนั้นเขียนไว้ว่า

    "ลูกทั้งหลายของเจ้า จะมีความสุขสมบูรณ์ทุกประการ"

    แม่กู ดีใจใหญ่ ที่พระเจ้าคุยกับเค้า แล้วติ๊ต่างเอาว่า นั่นเป็นคำสัญญาของพระเจ้า แม่กูเลยวางใจในพระเจ้าว่าพระเจ้าจะดูแลพวกกู

    แม่กูเลยไม่กลัวตาย

    แต่กูอ่ะ กลัวแม่กูตายมากๆ

    ห่า ก็กูยังทำอะไรไม่ได้เรื่องเลยซักอย่าง เจ๊ตุ๊กกูนี่อย่างเทพ กูต้องตีซี้กับเจ๊ตุ๊ก เผื่อกูจะดีได้เท่าเค้าบ้าง


    สุดท้าย กูไม่ได้จะสอนใครนะ อย่าเข้าใจชั้นผิด โปรดอย่าเข้าใจชั้นผิด กูแค่อยากทบทวนตัวเองเท่านั้น

    06 August

    ชายในฝัน (เนื่องในวันแม่)

    ชายในฝัน (เนื่องในวันแม่)

    เมื่อคืนฉันฝันถึงผู้ชายแหละ

    เป็นแฟนตอนอยู่อนุบาล

    ฉันเรียนอนุบาลทั้งหมด 4 ปี

    อนุบาล 1-2 เรียนที่โรงเรียนเทพสัมฤทธิ์วิทยา ตรงบางโพ แต่เกิดเหตุแม่ตบกับคุณครูประจำชั้นจึงต้องย้ายโรงเรียน ที่แม่ต้องไปตบกับครูเพราะฉันไม่สามารถเขียน ก.ไก่ ได้ ในขณะที่เพื่อนเขียน ก.ไก่-ฮ. นกฮูก ได้แล้ว

    นี่ไม่ได้อ้างนะ แต่ฉันเขียนไม่ได้โดยเฉพาะ ก.ไก่ เท่านั้น ส่วน ข.ไข่ - ฮ.นกฮูก อ่ะเขียนได้หมด แต่เพราะอีกอไก่ ทำให้ฉันโดนคุณครูหยิกจนแขนเขียว เป็นเหตุให้เกิดโศกนาฏกรรมขึ้นในเช้าวันต่อมา

    "อนุบาลโดนหยิกแขนเขียวเจ็บหนัก แม่เด็กเดือด ตบครูสาวกลางสนามหน้าเสาธง"

    เนื่องในวันแม่ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ลูกคือดวงใจของแม่ แม้ว่านังลูกจะโง่แสนโง่ แต่ฝันไปเถอะใครก็มาแตะลูกกูไม่ได้

    ในขณะที่ไม่กี่อาทิตย์ต่อมา ฉันไม่ยอมกินโจ๊ก (แม่ขายโจ๊ก) แม่บังคับให้กินเท่าไหร่ก็ไม่ยอม แม่จึงกระหน่ำตีจนเลือดพรมถนน

    โอ๊ะโอ นี่ไม่ใช่หนังอินดี้สเปนนะ เลือดไม่ได้อาบถนนแต่อย่างใด อย่าคิดไกล แค่พรมนิดๆ ถลอกหน่อยๆ ขำๆ

    หลักจากย้ายจากโรงเรียนนั้นแล้ว แม่ก็จับมาอยู่โรงเรียนวัดปากน้ำ นนทบุรี ซึ่งมีครูเป็นญาติกันอยู่ แม่คิดการได้ไกลว่า ถ้ามีใครมาทำร้ายฉัน แม่จะได้ไม่ต้องลำบากเดินทางมาตบคุณครูให้เสียเวลาทำมาหากิน ฝากคุณญาติคนนี้ยำแทนได้เลย

    พอย้ายโรงเรียน วัดปาดน้ำเป็นโรงเรียนคอนแวนต์เรียนอนุบาลแค่ปีเดียวแล้วขึ้น ป.1 เลย

    แต่ฉันก็ยังซ้ำชั้นอนุบาล 2 ปี เพราะอายุไม่ถึง เอ๊า!! กูเกลียดโรงเรียนจะตาย แทนที่จะรีบเรียนรีบไปพ้นๆ ก็ยังต้องมานั่งง่อยเรียนอนุบาลถึง 4 ปี

    กลับมาที่เรื่องแฟนคนแรก

    ฉันเจออิฐตั้งแต่ปีแรกที่เข้าอนุบาลวัดปากน้ำ (พิบูลย์สงคราม) และอายุไม่ถึงเหมือนกัน จึงเรียนอนุบาล 2 ปีเหมือนกัน ในปีที่ 2 อิฐเดินมากอดคอและเอ่ยประโยคที่ว่า

    "สุจิตรา เราเป็นแฟนกัน เย๊เย"

    อีกวัน "แฟนจ๋า เป็นแฟนกันต้องเดินกอดคอกันดิ เย๊เย"

    ตอนนั้น เด็กหญิงสุจิตรา ไม่รู้จักคำว่าแฟน ไม่รู้จักคำว่าเพื่อน ไม่รู้จักว่าผู้หญิงกับผู้ชายแตกต่างกันยังไง ไม่รู้ห่าไรทั้งนั้นแหละ กอไก่กูยังเขียนไม่ได้เลย

    จนกระทั่ง ป.1 สุจิตราเรียกธนากรว่า แฟนจ๋า เท่านั้นแหละ

    ธนากรโกรธจะเป็นจะตาย ด่าเป็นชุด เพื่อนๆต่างรุมแซว

    สุจิตรางง เลยเลิกเรียกนับแต่นั้น และนับแต่วันนั้นสุจิตรากับธนากรก็กลายเป็นคนอื่นต่อกัน

    เหมือนกับที่เด็กผู้ชายกับเด็กผู้หญิงเป็นศรัตตรูกัน เด็กผู้ชายจะแกล้งเด็กผู้หญิง

    ซึ่งฉัน น่วมทุกวัน โดนต่อย โดนโขมยของ สารพัด

    ฉันเกลียดเด็กผู้ชายที่สุด ทุกประเภท ทุกคน

    อ่าแต่ยกเว้นพี่ๆพระนครเหนือ พวกนั้นไม่เคยแกล้งฉัน แถมเวลาขึ้นรถเมย์ก็ลุกให้นั่งและยังหล่อสุดๆ

    ฉันเรียนห้องเดียวกับธนากรจนจบ ป.6 หลังจากนั้นได้ข่าวว่าธนากรไปเรียนต่อที่โรงเรียนรัตนาธิเบต

    ที่จำได้เพราะฉันไม่เคยลืมว่าเราเคยเป็นแฟนกันตอนอนุบาล

    ฟาสฟอเวิร์ดมาที่ตอนเอ็น สนามสอบอยู่ที่เกษตร เจอธนากรวันสอบ 2 ครั้ง

    ธนากรสอบติดเกษตร สุจิตราไม่เรียนต่อ แต่ ได้งานเป็นเลขาที่ออฟฟิตมีพนักงานคนเดียว ชื่อสุจิตรา

    เมื่อคืนฝันถึงธนากร รอบแรกๆฝันว่าได้เจอกันแล้วทักกันเฉยๆ

    รอบหลังๆพอรู้ตัวว่าฝันจึง.....

    .....

    ....

    ....


    จึงถามว่า ทำงานที่ไหน มีแฟนรึยัง

    ไม่ได้คำตอบ ภาพตัดสลับไปมา จนถึงตอนที่ฉันเปิดกูเกิ้ล แล้วเสริซชื่อ
    ธนากร + นามสกุล

    ความฝันเมื่อคืน

    เป็นจริงแล้ววันนี้

    เพียงแต่มันเป็นความจริงในส่วนที่ว่า

    ฉันเปิดกูเกิ้ล แล้วเสริซชื่อ ธนากร + นามสกุล

    SmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmiley

    อีชีสคุยกับอีเชย

    (13:31) ลูกกวาดอาบยาพิษ: หาข้อมูลไอ้อิฐให้หน่อยได้ป่ะ
    (13:31) ลูกกวาดอาบยาพิษ: เมื่อคืนกูฝันถึงมัน 4 รอบ
    (13:31) ลูกกวาดอาบยาพิษ: ไม่ไหวแล้ว
    (13:32) ลูกกวาดอาบยาพิษ: ชื่อ ธนากร ...................

    .(13:32) "AM SHYEI!" 'N M: พรุ่งนี้
    (13:33) "AM SHYEI!" 'N M: คนที่ปัจจุบันหามีแววว่าจะหาสามีไม่ได้
    (13:33) "AM SHYEI!" 'N M: มักจะไปคิดถึงคนในอดีตที่ทำให้สมหวัง

    (13:33) ลูกกวาดอาบยาพิษ: เชี่ย
    (13:33) "AM SHYEI!" 'N M: 5555555555
    (13:33) ลูกกวาดอาบยาพิษ: กูไม่ได้หวังจะสมหวัง
    (13:33) ลูกกวาดอาบยาพิษ: กู แค่...
    (13:33) ลูกกวาดอาบยาพิษ: เชี่ย พูดมาไมเนี่ยยยย
    (13:33) ลูกกวาดอาบยาพิษ: ยึ่ยยย
    (13:35) "AM SHYEI!" 'N M: 5555555555555
    (13:35) "AM SHYEI!" 'N M: แค้นๆๆๆ
    (13:38) ลูกกวาดอาบยาพิษ: อย่างน้อย ตอนนี้กูรู้แล้วว่ามันจบเกษตร ประมง
    (13:38) "AM SHYEI!" 'N M: รู้มาจากไหน
    (13:38) "AM SHYEI!" 'N M: จบประมง

    (13:38) ลูกกวาดอาบยาพิษ: กูเกิ้ล
    (13:38) "AM SHYEI!" 'N M: แล้วทำไรกินอ่ะ
    (13:38) ลูกกวาดอาบยาพิษ: นั่นดิ

    28 July

    โปรดใช้วิจารณญาณในการชม

     

    วันนี้ไม่ได้กะจะมาเล่าเรื่องอะไรทั้งนั้น

    ไม่ได้จะระบายอะไรทั้งนั้น

    แค่มีเรื่องจะบอกว่า

    วิจารณญาณ เป็นสิ่งที่เป็นนามอธรรมคือความเชื่อต่อสิ่งที่ได้เห็นหรือได้ยิน
    นักการเมืองคนนึงเคยบอกว่า

    "ถ้าเจออะไรมาต้องคิดก่อน แล้วเชื่อเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น แต่ที่มากกว่านั้นคือต้องคิดด้วยว่า "ข้างไหนเชื่อได้""

    "ข้างไหนเชื่อได้" สำหรับฉันแปลว่า "มึงควรคิดด้วยว่ามึงอยากเชื่อข้างไหนมากกว่ากัน"

    เค้าคนนั้นอาจจะพูดจาหมาไม่แดก แต่อาจจะจริงใจต่อทุกสิ่งที่พูด

    เธอคนโน้นชอบทำท่าทางฟึดฟัดบ้าบอบ่อยๆ แต่อาจเป็นเพราะเธอมีเมนแค่ปีละครั้งเท่านั้น

    เค้าอาจจะเป็นพี่ที่ดี แต่อาจจะเป็นแฟนที่แย่

    เค้าอาจจะเป็นเจ้านายที่น่ารักใจกว้าง แต่อาจเป็นสามีที่เหี้ย

    เค้าอาจจะเป็นพี่ชายที่แสนดี แต่อย่าหลงเลย เพราะเค้ามีอารมณ์ทางเพศสูง ขอแค่มีจิ๋มเหอะ กูก็เอาหมด จึงทำให้เค้าเป็นพี่ชายของเหล่าสัตว์เลื้อยคลานที่ดี

    ขึ้นอยู่กับว่าเราจะอยู่ในสถานะไหนด้วย

    ถึงแม้วิจารณญาณจะเห็นจริงจึงตัดสินว่าไอ้เหี้ยนี่เป็นสามีที่เลว พูดจาหมาไม่แดก ขี้เอา

    แต่ถ้าเค้าเป็นเพื่อนที่ดีของคุณเสมอ ยังไม่เคยเปลี่ยนไป

    แล้วมึงจะเดือดร้อนอะไรวะ

    มึงก็อยู่ในที่ๆเค้าจัดไว้ให้สิ

    ห่าจิก!!!

    23 July

    ฉลองวันแสนสุขด้วย...

     

    เมื่อวันจันทร์ ฉันนัดเพื่อนคนนึงที่ข้าวสาร

    เพื่อนคนนี้เป็นสิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์อีกคนหนึ่งที่ฉันรู้จัก มันชื่อฟลุค

    ถ้าใครรู้จักฟลุคผ่านทางอินเตอร์เนตโดยที่ไม่เคยเห็นตัวจริงมาก่อน จะเข้าใจว่าฟลุคคือพี่สาวแสนดีจิตใจเอื้ออารีย์ เข้าอกเข้าใจหัวใจเพศแม่

    ถ้าใครรู้จักฟลุคตัวจริงโดยที่ไม่ใส่ใจสังเกตมาก่อน จะเข้าใจว่าฟลุคเป็นเกย์เร่าร้อน ที่อยากเป็นผู้หญิงในโลกเสมือนจริงเช่นโลกอินเตอร์เนต

    ถ้าใครรู้จักฟลุคแบบไม่ผิวเผินจะรู้ว่าฟลุคเป็นผู้ชายธรรมดาคนนึง แค่แต่งตัวจัด ฟลุคมีเมียแล้ว (สวยมากด้วย) ฟลุคชอบสาวสวยแต่งตัวจัด ฟลุคเลือกใช้ชีวิตกับคนที่คุมมันได้ เพราะมันควบคุมตัวเองไม่ได้

    สุดท้าย ถ้าใครรู้จักจิตใจของฟลุคได้อย่างถ่องแท้ จะรู้ว่าไม่ว่าเพศใด หรือใครก็ตามถ้าตอบสนองความอ่อนไหวของมันได้ (แม่ง อ่อนไหวเหี้ยๆ) มันก็พร้อมจะตามเค้าไปจนตาย รักแห่งสยามของแท้

    SmileySmileySmileySmileySmileySmileySmiley

    เข้าเรื่อง

    หลังจากที่ต้องทนฟลุคกวนตีนจนประสาทแดกมาค่อนเดือน ตูนนัดมันที่ข้าวสารเพื่อจะเอาของกลางไปส่งให้มัน ของกลางอันนี้เป็นเหมือนยาวิเศษ รักษาอาการกวนตีนของมันให้หายขาดได้ โดยไม่ต้องใช้ตีนช่วย แล้วชีวิตฉันจะกลับมาปรกติสุขอีกครั้ง

    ตูนนัดมัน 2 ทุ่ม พอทุ่มครึ่งมันโทรมาบอกว่าถึงแล้ว ให้รีบไปเร็วๆอย่าชักช้าให้รอ ตูนซึ่งปล่อยให้มันมามีอิทธิพลเหนือความรู้สึก ก็เสือกเชื่อมันและรีบไปข้าวสารเหมือนเป็นบ่าวของมัน มึงก็เชื่องนะอีเย็น

    นั่งแท๊กซี่ไป 100 กว่าบาท (กูรีบ แต่พาพิยะดา) ถึงที่หมาย 2 ทุ่มกว่า โทรหาฟลุค

    ฟลุคบอก รอก่อน ยังไปไม่ถึง

    สันดาน!

    นานนิดนึง ฟลุคก็มาถึง เราคุยกัน 3 นาที

    3 นาทีที่ตูนถูกมนต์สะกดของฟลุคดึงเข้าไปอยู่ในโลกฝัน แค่เจอหน้ามันก็หายงอน

    เพราะ ข้อ 1. บอกไปรึยังว่าฟลุคหล่อเทพ

    2. บอกไปรึยังว่าตูนกรี๊ดมันมานานแระ นอกจากมันตูนยังกรี๊ด พี่โย พี่ป๋อม เฮียอ๋อง เฮียกอล์ฟ พี่บุรินทร์ พี่หรั่ง พี่กอล์ฟ เฮียบอย  เฮียแจ็ค เฮียโจ เฮียเก่ง ไอ้เก่ง เฮียโก้ แมท เฮียจั๋ง บี คุณลุงฮันนี่บอย เนต พี่เหวิน ชักเยอะแล้ววันหลังจะเปิดร้านเช่าแล้วเนี่ย

    3. วันนั้นมันไม่ได้เอาเมียมาด้วย สอนให้รู้ว่ามันหล่อที่สุดเมื่อเมียไม่มา

    4. พอก่อน

    SmileySmileySmileySmileySmileySmileySmiley

    คืนนั้นพ๊อยของตูนมีอยู่ 2 อย่าง อย่างแรกที่บอกไป คือการนัดเพื่อนที่ไม่ค่อยได้เจอกัน

    อย่างที่ 2 คือการพักผ่อน คืนวันจันทร์นั้นตูนไม่ได้กะว่าจะไปช๊อปปิ้ง หรือไปหาอะไรอร่อยๆกินเหมือนทุกครั้งที่คิดจะไปข้าวสาร แค่เจอฟลุคแล้วจบ ไม่ได้คิดอะไรต่อ

    แต่มันเหมือนกับเมื่อเราเลิกวางแผน เลิกคิด แล้วปล่อยให้ใจมันพาขาไปในที่ๆอยากจะไป ไม่มีเวลา ไม่มีใครให้เอาใจ ไม่มีอะไรต้องเอาชนะ

    มันจึงได้พัก

    ตูนเดินไปเรื่อย ดูคนที่เดินผ่านไปมา

    บางคนมาเที่ยว

    บางคนมาขายของ

    บางคนมาตามหน้าที่

    คนต่างด้าวคนนั้นมาตะโกนเล่าเรื่องของพระเจ้าเหมือนอย่างเคย

    คนนั้นมาเล่นมายากลเรียกร้องความสนใจ

    ฉันเดินดูเสื้อผ้าแต่ไม่ซื้อ ฉันหยิบหนังสือมาดูแต่ไม่อ่าน ฉันซื้อไอศครีมซันเดย์ 1 ถ้วย เพื่อเพิ่มรสชาติความจำแสนสวย

    ฉันรอรถที่ป้ายรถเมย์มีเสียงเพลงจังหวะบอสซ่ารอเป็นเพื่อน

    ฉันนั่งรถกลับบ้านทางเก่าที่ผ่านมานับพันครั้ง บางลำพู พระจันทร์ พระอาทิตย์ เทเวศน์ พระราม 8 สามเสน ศรีย่าน เกียกกาย เขมา พระราม 7เป็นถนนที่ฉันรักที่สุด

    ฉันคิด ถ้าวันนึงที่ฉันจากไปไกล ไม่ได้ผ่านเส้นทางนี้แล้ว ฉันจะเป็นยังไงนะ

    ถ้าฉันโตกว่านี้ มีครอบครัว ฉันจะมีเวลามาชิลแบบวันนี้มั๊ยนะ

    ถ้าฉันมีคนรัก แล้วเค้าไม่ชอบถนนที่ฉันชอบ ไม่ชอบเพลงที่ฉันฟัง ฉันจะมีความสุขมั๊ยนะ

    ฉันเป็นใครกัน คนที่คุยอยู่ในใจของฉันเป็นใครกัน

    ฉันอยากมีใครสักคน แต่..ใครล่ะ

    แล้ว...มีไปทำไมล่ะ

    บางทีฉันอยากกอดใครสักคน แต่...มันต้องแลกด้วยอะไรบ้างล่ะ

    ฉันปิดท้ายวันพักผ่อนแสนสุขด้วยการร้องไห้เงียบๆ

    09 July

    เมื่อคืนฉันฝันว่า...

    เมื่อคืนฉันฝันว่า ฉันในตอนนี้ (อายุ 25) ได้รับจดหมายว่า..

    ฉันสอบไม่ผ่านในชั้น ป.6 ด้วยตอนนั้นระบบการคำนวนคะแนนผิดพลาด ความจริงแล้วฉันสอบตก

    ฉันเรียนที่ โรงเรียนวัดปากน้ำ (พิบูลย์สงคราม) อยู่ตรงข้ามโรงเรียนสตรีนนท์

    ฉันจึงต้องกลับไปเรียน ป.6 ใหม่ พร้อมๆกับเพื่อนอีกเกือบทั้งห้อง

    ฉันเศร้าที่สอบตก แต่อีกใจนึงก็ดีใจที่ไม่ต้องทำงานแล้ว เสียเวลาไปเรียนใหม่อีกปีนึง และการสอบตก เป็นเรื่องปรกติสำหรับฉัน ฉันมักจะไม่ผ่าน ปิดเทอมต้องมานั่งซ่อมวิชาที่ไม่ผ่านทุกปี

    ฉันคิดว่า การไปโรงเรียน ต้องตื่นเช้า แล้วฉัน ซึ่งโตแล้วตื่นสาย จะไปทันมั๊ยนะ?

    ไม่เป็นไร ไปสายครูคงไม่ว่า เพราะฉันอายุ 25 แล้ว สายไปครูคงเข้าใจ ฉันไม่ใช่เด็กๆแล้วนี่ ใครจะกล้าเอาไม้มาตีฉันล่ะ

    ฉันเครียดที่ต้องไปเรียนป.6ใหม่ เพราะการเรียนป.6 สำหรับฉันมันช่างยากจัง

    ฉันคิดว่า ต้องแต่งตัวแบบไหนไปนะ ชุดนักเรียนหรือชุดสวยๆ ในฝันฉันกำลังเลือกชุด

    ฉันตื่นสายมา 2 วันแล้ว จึงไม่ได้ไปโรงเรียน

    บ่ายของวันที่ 3 คุณครูสำลี ซึ่งเป็นครูของฉันตอนป.6 โทรมาตามให้ไปโรงเรียน

    "สุจิตรา เธอได้รับจดหมายให้มาเรียนรึเปล่า ทำไมขาดไปตั้ง 2 วันล่ะ มาเรียนได้แล้ว"

    "หนูยังไปได้อยู่หรอคะ ต้องไปตอนนี้เลยรึเปล่าคะ นี่บ่ายแล้วจะไปทันหรอคะ ไปพรุ่งนี้ได้มั๊ยคะ"

    "มาเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวก็ไม่ผ่านอีกหรอก ถ้าโตขึ้นจะไม่มีใครมานั่งจ้ำจี้จ้ำไชเธอแบบนี้หรอกนะ"

    ประโยคสุดท้ายเป็นประโยคติดปากที่ครูทุกคนพูดกับฉัน

    ฉันจึงแต่งตัวไปโรงเรียน กว่าจะแต่งตัวเสร็จก็บ่าย 2 สรุปแล้วฉันใส่ชุดนักเรียนประถม แต่ใส่แว่นดำ ใส่สร้อยเส้นยาว และใสตุ้มหูห่วงใหญ่สีแสบ ฉันคิดว่า กลับมาคราวนี้จะเป็นอีเชยไม่ได้ ต้องสวยที่สุด

    ตลกชะมัด

    ฉันเดินเข้าด้านข้างของโรงเรียน เห็นว่าโรงเรียนเลิกแล้ว มันบ่าย 3 แล้วนี่ แล้วนี่ต้องเข้าไปเรียนอยู่มั๊ย

    เดินๆไปเจอ จุ๋ม เพื่อนสมัยประถม มากับบอล

    จุ๋มเป็นเด็กสดใส ตาโต ตัวขาว ปากเจ่อนิดๆ คิ้วเข้มๆ น่ารักที่สุด
    บอล เป็นกระเทยที่ไม่ค่อยชอบขี้หน้าฉัน

    ทั้งสองถามฉันว่า ทำไมมาเอาป่านนี้ เพื่อนๆเค้าเรียนกันเสร็จหมดแล้ว รีบเข้าไปหาครูเลยไป อย่าช้า

    แต่ฉันก็มัวแวะดูนั่นนี่

    ฉันคิด วันนี้จะเจออิฐมั๊ยนะ ไม่ได้เจอกันเป็นสิบปีแล้ว โตขึ้นแล้วจะเป็นยังไง

    อิฐเป็นเด็กผู้ชายที่นั่งข้างหลังฉันสมัยอยู่ประถม อิฐเป็นคนบ้าที่ชอบท่องชื่อตัวเอง

    "ผมชื่อ ธนากรณ์ เจริญเรืองวานิชย์ "(ออกเสียงรัวที่คำว่าเรรรรีอง เน้นๆ)

    อิฐท่องชื่อตัวเองซ้ำๆทุกวัน

    ฉันฟังมันท่องทุกวัน

    ฉันว่า อิฐเป็นคนที่หล่อที่สุดในห้อง แต่นิสัยเป็นอย่างไร จำไม่ได้แล้ว

    ฉันแอบชอบอิฐ

    ในฝันฉันเข้าไปหาคุณครูสำลีแต่ไม่เจอใคร จึงกลับบ้าน

    ฉันยืนรอรถเมย์ แต่รอนานมาก

    ฉันนั่งรถแท๊กซี่กลับบ้าน ซึ่งใกล้โรงเรียนมากๆ

    แท๊กซี่พาอ้อมเกือบรอบจังหวัด มิเตอร์แพง 100 กว่า

    ฉันคิดว่านี่คงเป็นการลงโทษ ที่ไม่ยอมอดทนยืนรอรถเมย์ เลยต้องเสียค่ารถแสนแพง

    ฉันตื่นขึ้นมา ยังจำความฝันได้ละเอียด

    เสียดาย ที่ไม่เจออิฐ

    และคิดได้ว่า..

    คุณครูสำลีตายไปแล้วนี่ เมื่อปีที่แล้ว
    11 June

    1 นาทีกับอาจารย์โบบิ

    อาทิตย์นี้งานยุ่ง โคตร
     
    ต้องดั๊บฟุตเทจ 12 ม้วน!!!
     
    ฟุตเทจคือ รายการที่เราไปถ่ายแล้วยังไม่ได้ตัดต่อ 12 ม้วน ม้วนละประมาณ 1 ชั่วโมง รวมเป็น 12 ชั่วโมง
    ต้องทำเป็นดีวีดีอีก 12 ชั่วโมง ไม่ รวมเวลาตัดเล็กๆน้อยๆ ปรับเสียงนั่นนี่นี่โน่นอีก แล้วมาบอกงานเร่งให้เวลาแค่ 3 วัน ห่าจิก
     
    แล้วที่สงสัย งานก็ออนแอไปแล้ว ตัดต่อไว้ซะสวยงาม แล้วไอ้ลูกค้ามันจะเอาฟุตเทจไปทำจิกอะไรวะ
     
    พอตูนมาดูชื่อลูกค้าเท่านั้น สายตาพลันสว่างขึ้นมา
     
    อาจารย์โบบิขายแว่นตาที่มีคุณภาพที่สุดในโลก ดีที่สุดในโลก และแพงที่สุดในโลก
     
    ปรกติแล้วรายการต่างๆ ที่เป็นโฆษณาแฝงแบบนี้ มักจะพยายามอ้างความจำเป็นนั่นนี่ที่ต้องใช้สินค้าของเขา สินค้าเค้าดีงั้นงี้
     
    แต่อาจารย์โบบิ เหนือชั้นกว่า
     
    รายการ 1 นาทีกับอาจารย์โบบินี่ สามารถใช้แว่นอันเดียว สอนจริยธรรม,ชี้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม,สอนปรัชญาชีวิต,สอนประวัติศาสตร์ย้อนไปตั้งแต่สมัยทวดของทวด
     
    กูนี่ แค่ปู่ก็จำชื่อไม่ได้แล้ว ไม่ต้องถึงทวด
     
    แม่งไปกันใหญ่แล้วล่ะ
     
    เพราะเหตุนี้ ทำให้ฟุตเทจแม่ง ยาวมากกกก ตูนล่ะสงสารคนตัดจริงๆ
     
    แต่คิดอีกมุมนึง งานเร่ง แปลว่าทำโอได้
     
    ทำโอได้ตังค์เพิ่ม เท่ากับ ซิสเล่อ,สำเพ็ง,จตุจักร,DVD,จ่ายหนี้ให้แม่ (ดูกตัญญูทีเดียว),เก็บเงินไว้ขอผู้ชายแต่งงานกรณีอายุ 35 แล้วหาไม่ได้จริงๆ,ออมเงินไว้ซื้อนิทานให้ลูก
     
    ลูกค้าซื้อฟุตเทจใช้เวลาทำนาน เท่ากับมันก็ต้องจ่ายตังค์เพิ่มขึ้นมาก
     
    เท่ากับ บอริสัด(ไม่ได้เขียนผิด เขียนถูกก็เป็น บริษัท)ทำยอดได้ เท่ากับมีเงินเพิ่ม เท่ากับสิ้นปีมีโบนัส
     
    โอเค คนรักบอริสัด(BoRyสัด)อย่างตูน เต็มใจให้บริการสุดๆฮ๊า
     
    ...................................................................................................................
     
    วันนี้เจอแต่เรื่องของคนคิดมาก
     
    ประชาสัมพันธ์สาวบ่นว่า เธอเป็นคนคิดมากจะทำอย่างไรดี คิดนั่นคิดนี่วนอยู่แค่นั้น ปวดใจ
     
    ฉันก็แค่แนะไปว่า
     
    เมื่อฉันคิดเรื่องที่แก้ไขอะไรไม่ได้ เช่น คนเคยรักจากไป ปู่ทวดตาย ทำเงินหาย เกิดมาสวยไม่เท่านาตาลี เกลโบว่า
     
    ฉันจะอธิฐานเบาๆและพยายามเบนความสนใจของตัวเองไปที่อื่น
     
    เช่น หาหนังมาดู,เสือกเรื่องของชาวบ้านตามบล๊อคต่างๆ,ดูผู้ชายหล่อๆที่เดินผ่านมา แล้วมานั่งคิดวิธีโง่ๆที่จะพิชิตใจเขา,ดูละครหลังข่าว(อันนี้นี่ประโยชน์น้อยสุด)
     
    คืออะไรก็ได้ที่มีพลังดึงดูดเราเข้าหา จะทำให้เราหายจากความเศร้าประจำวันและเรื่องน่าหงุดหงิดใจ..................
     
    แต่สำหรับเรื่องที่ทำให้หัวใจแตกสลาย แน่นอนว่าไม่มีพลังใดที่มันจะมีพลังมากกว่าน้ำตาที่อาบแก้มเรา
     
    แต่การปิดประตูแห่งความเศร้าไว้ก่อน เว้นวรรคไว้แป๊บนึง ขอให้ขายืนได้ก่อนแล้วจะกลับเข้าไป
     
    ปิดประตู อยู่กับพระเจ้า 2 คน ระบายความสับสนทั้งหมด ร้องไห้ให้สะ
     
    หลังจากนั้น ทุกอย่างดีขึ้น เสมอมา
     
    นี่คือสิ่งที่ทำให้ฉันผ่านเรื่องราวต่างๆมาได้
     
    อ้อ ฉันสวยไม่เท่านาตาลี เกลโบว่าก็จริง แต่ฉันก็ดีใจสุดๆ ที่ไม่ต้องไปแต่งงานกับไอ้หน้าม้านิลมังกรนิสัยเสียคิดว่าตัวเองหล่อประดุจเทพคนนั้น
     
    แม่ม สวยแล้วมีกรรมแบบนั้น ไม่เอาด้วยหรอก
     
    ขอเป็นยัยอ้วนประสาทแดกที่ได้แฟนไม่ต้องรวยแต่เท่ห์เหมือนพี่เป้ เสลอ เว่อเหมือน ริชแมนทอย ดีกว่า (อ่า กูอยากได้แบบนั้น จริงหรอวะ)
     
    ไม่จริงหรอกความจริงตูนชอบแบบพี่เมื่อย
     
    ไม่จริงอีกอ่ะ ตุนชอบแบบอนันดามากกว่า
     
    อืม แต่แบบพี่อ้วนอาร์มแขร์ก็คลาสสิค
     
    แบบพี่บุรินทร์ก็น่ารัก
     
    เอาเป็นว่า ตูนรักทู๊กคนคร้า
     
     
    10 June

    จากฉันถึงฉัน

    To...ชีส
     
    ชีส ฉันคิดถึงเธอ

    ความรั่วแห่งวัยที่เธอฝากไว้เยอะแยะในเกสบุคฉัน

    ฉันลบมันไปหมดแล้วนะ

    ลบมันไปซะเถอะ เพราะถึงมันยังอยู่ให้เธอเห็น เธอก็จำความรู้สึกแบบนั้นไม่ได้อยู่ดี

    พอแล้ว ฉันไม่เชื่อเธอแล้วว่าอดีตที่บันทึกไว้ มันเป็นศิลปะอย่างนึง เพราะมันไม่ใช่

    ต่อไปนี้ฉันคือฉัน และเธอคือเธอ

    อย่าให้ใครเขาเป็นเจ้าชีวิตเธอนะคนดี เพราะเราเกิดมาในโลกแห่งเสรี

    อย่าให้ใครเค้าเป็นเจ้าชีวิตเธอนะชีส

    เธอมาหาฉันได้เสมอ และฉันจะฟังเธอเหมือนเดิม

    เพราะที่นี่เป็นของเธอและฉันเท่านั้น

    God Bless นะชีส
     
    เสาร์ 26 พ.ค. 2550 16.47 น
     
    จ๋า
     
     
    .....................................................................................
    "ชีวิตก็เหมือนบทละคร ตรงที่เราเป็นตัวเอกในบทละครชีวิตของตัวเอง
    บางครั้งเราแอบหวังอยากเป็นตัวเอกในละครชีวิตของคนอื่น
    แต่ความจริงเราอาจเป็นแค่ตัวประกอบคนหนึ่งในละครชีวิตของใครคนนั้น
    และ เราก็อาจถูกตัดบทออกไปโดยที่เราไม่ทันไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำ"

    Perhaps love
     
    ชีส
    203.156.4.211
    1 ก.ค. 49, 15.16 น.
     
    .....................................................................................
     
    ฉัน คิดถึงชีส และจ๋า
     
    นานเท่าไหร่แล้วที่ฉันไม่ได้แสดงเป็นเธอ
     
    เธอช่างมีสเน่ห์
     
    เธอช่าง..สดใส
     
    เธอมองโลกนี้ด้วยความรัก
     
    แล้วคนที่เหลืออยู่ตรงนี้ล่ะ คือใคร
     
    ฉันชื่อการ์ตูน
     
     
     
     
    09 June

    วันสุข

    จะเริ่มจากเรื่องสุขๆ หรือเรื่องเซ็งๆก่อนดี
     
    เอาเรื่องสุขก่อนดีกว่า
     
    1. เมื่อวานเสาร์ สอนรวีเด็กวันแรก เรื่องพระเยซูเกิด (ง่ายเนอะ ฟังมาพันล้านรอบ)
     
    เตรียมแล้วเตรียมอีก ทั้งเกมส์ทั้งเนื้อหา กลัวพูดไม่รู้เรื่อง กลัวเด็กไม่เข้าใจที่เราพูด สารพัด
     
    พยายามข่มใจไม่ให้ตื่นเต้น
     
    แต่แม่ม
     
    ตื่นเต้นมากกกกก
     
    ไอ้ที่เตรียมมาก็พูดไปได้แค่ 70% 
     
    แล้วไอ้ที่คิดสดได้นี่ก็ยวนมาก
     
    เช่น พอเล่าถึงเฮโรด บทที่เฮโรดพูด ก็เปลี่ยนเสียงเล่าโทนเจ้าหญิงแบบเสียงจริงของตูน
    กลายเป็นเสียงเหน่อสุพรรณ (ให้รู้ว่าเฮโรดกับมารีย์เป็นคนละชนชาติกัน)
     เล่าถึงโหราจารย์ ก็เปลี่ยนเสียงเป็นแบบคนไต้ (ให้รู้ว่ามาจากแดนไกล มั่กมากก)
     
    เด็กขำกันกลิ้งอ่ะ
     
    หลังจากสอนเสร็จทำให้ค้นพบสัจธรรมข้อนึงคือ
     
    เด็กที่นี่แม่ม อ้วน!!
     
    2. เมื่อวานไปปาตี้ที่บ้านหัวหน้าสมาคมแม่บ้านคจ.เตาปูนแห่งประเทศไทย
    เมื่อพี่วุฒินักบินการบินไทยกลับมาเหยียบประเทศบ้านเกิด เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน
    พร้อมกับหอบเนื้อกับไวท์มาจากออสเตเลีย จึงสบโอกาสปาตี้กันซะ
     
    เนื้อออสเตเลีย คุณแม่บ้านเอามาทำแนวหมูกะทะ อารมณ์แทบไม่ต่างกับร้านพุงกางหน้าปากซอย แต่เอาเถอะ กินฟรี อะไรก็วิเศษไปหมด
     
    มีสมาชิคสมาคมแม่บ้านอยู่ 3 ครอบครัว ครอบครัวเฮียชุง (หัวหน้าพรรค) ครอบครัวพี่แพรว ครอบครัวพี่วุฒฺ ครอบครัวเฮียจื้อ 
     
    อ้าว มัน 4 บ้าน นิ แหะ แหะ
     
    แล้วก็มีตูนเป็นเศษของสังคม คือไม่มีครอบครัว ไม่ได้เอาลูกไป และไม่มีแววจะมีสามี เฮ้อ
     
    ฉันไปคนสุดท้ายปิดงาน ไปถึงก็กินๆๆ อิ่มก็มาเล่นกับเด็กๆ เบื่อก็กลับไปกินต่อ มีความสุขสุดๆอ่ะ
     
    พวกเฮียๆเมาไวน์กันหมด จนพวกแจ้ๆงอนกันไปหลายคน ......
     
    ฉันมักซวย ได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ผัวเมียทะเลาะกันประจำ โคตรน่าเบื่อ
     
    ทะเลาะกันเพื่อเอาชนะ ฉันฉลาด เธอโง่กว่า ฉันถูก เธอผิด เธอควรจะยอมฉันเพราะเธอเป็นแฟนฉัน มองดูแล้วไม่อยากมีแฟน กลัวแม่งงี่เง่า......
     
    แต่ครั้งนี้ต่างจากทุกครั้ง เพราะแจ้ๆไม่ได้ตั้งตนอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับคนรัก ในขณะที่ปากปรามกันแรงๆ แต่มือก็คอยดูแลหาที่นอนให้
     
    แล้วก็นึกย้อนไปถึงวันสิ้นปีที่แล้ว พี่นกออกไปเป็นพยานหน้าธรรมมาส
     
    ขอบคุณพระเจ้าที่ดูแสสามีของเธอ ได้กลับมาบ้านปลอดภัยทุกครั้ง เพราะการเป็นนักบิน เดือนนึงเจอหน้ากันไม่กี่วัน
    แล้วเวลามีข่าวพายุเข้า ระเบิดที่เมืองนี้นั้น พี่นกจะกังวลอยู่ไม่สุข มันเหนื่อยนะ การต้องเป็นห่วงและได้แต่รอ พี่นกเล่าทั้งน้ำตา
     
    พี่นก แจ้น้อง พี่แพรว พี่จ๋า
     
    ฉันจะได้มีความสุขเหมือนเธอเหล่านี้มั๊ย?
     
    เมื่อวาน กินอิ่ม นอนหลับ มีความสุขสุดๆ
     
    3. ดูหนังเรื่อง Lily chu chu แล้ว 
     
    หนังเรื่องนี้เหมือนฝัน
     
    ฝันร้าย!!
     
    ...............................................................
     
     
    มีคนที่รักกันเป็นครอบครัวเดียวกัน มีเพื่อนให้ร่วมทุกข์ร่วมสุข มีหนังดีๆให้ดูได้ตามใจ มีเพลงที่ชอบเปิดรองรับอารมณ์ฉันได้ตลอดเวลา
    มีพระเจ้าคอยนำในชีวิต มีความหวังให้ฉันเสมอ
     
    เหล่านี้ทำให้วันนี้ฉันมีความสุขมากๆ
     
    แม้จะพูดไม่ได้ว่า ไม่ต้องการอะไรอีก
     
    แต่เท่านี้ก็พอใจแล้ว กับสิ่งที่ฉันมี
     
    ส่วนเรื่องเซ็งๆที่จะเล่า....
     
    ช่างหัวมันเถอะ
     
     
     
     
     
     
    06 June

    ดาวที่รัก

    หลายวันมานี่คิดถึงดาวพลูโต
     
    ดาวที่ถูกขับออกจากระบบสุริยะจักรวาลตามการวิเคราะห์ของมนุษย์
     
    "ดาวพลูโต ถูกจัดใหม่ให้เป็น “ดาวเคราะห์แคระ” 
    ไอเอยู ให้คำนิยามความแตกต่างระหว่างดาวเคราะห์และดาวเคราะห์แคระว่า 
    ดาวเคราะห์ต้องมีขนาดใหญ่พอที่จะมีแรงดึงดูดก้อนหินและวัตถุต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในวงโคจรของมัน
    สถานะของดาวพลูโตเป็นที่ถกเถียงกันมาหลายปี นักดาราศาสตร์ที่เห็นว่า
     ไม่ควรจัดให้ดาวพลูโตเป็นดาวเคราะห์ ยกเหตุผลว่า ดาวพลูโตมีขนาดเล็กมาก 
    และมีการโคจรที่ผิดแปลกจากดาวเคราะห์ดวงอื่นอย่างมาก"
     
    ดาวพลูโต ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น 134340
     
    ซึ่งถ้า พี่ๆโฟโต้สติกเกอร์แมชชีนไม่เอามาทำเป็นเพลง 134340
     
    ฉันเชื่อว่า คงมีน้อยคนกว่านี้ที่จะจำชื่ออดีตดาวที่เคยอยู่ไกลที่สุดในระบบสุริยะวาลดวงนี้ได้
     
    มันทำให้ฉันคิดถึง...
     
    คำพูดบางอย่างที่วิเคราะห์ฉันเมื่อก่อน
     
    "เธอนี่เป็นคนที่ไม่มีมนุษย์สัมพันธ์เอาซะเลย ไม่เหมือนชาวบ้านเค้า ไม่มีสเน่ห์"
    "ความรู้น้อยแบบนี้ ต่อไปจะเอาอะไรไปสู้เค้าได้"
    "พื้นฐานครอบครัวเธอไม่ได้ดีเหมือนคนอื่นนะ"
    "ไม่ได้มีความเป็นผู้หญิง ไม่อ่อนโยน พูดไม่เพราะ"
    "โฮลี่ก็ไม่โฮลี่ ทำไมไม่ติดสนิทกับพระเจ้าให้ดีกว่านี้ล่ะ"
     
    ทุกคำวิเคราะห์เหล่านี้ มาหลังจากประโยคที่ว่า
    "ฉันรักเธอไม่ว่าเธอจะเป็นแบบไหน แม้คนทั้งโลกเกลียดเธอ ฉันก็จะเป็นคนเดียวที่ชูมือขึ้นแล้วบอกว่า ฉันจะอยู่ข้างเธอ"
    ที่เขาเคยพูดเมื่อหลายปีก่อนหน้านั้น
     
    ตอนนี้เค้าไปไกลแล้ว ไกลน้อยกว่าระยะทางจากดวงอาทิตย์ถึงดาว 134340
     
    แต่มันก็ไกลพอที่จะทำให้เราไม่มีวันเจอกันอีก
     
    การจากไปของดาวพลูโต ไม่ได้เป็นความเสียใจของใครเลย (แต่อาจทำให้ใครบางคนงี่เง่า เสียใจคิดถึงแต่เรื่องของตัวเองได้)
     
    ถึงมันจะเป็นดาวดวงเล็ก ไม่เหมือนชาวบ้าน อยู่ไกลสิ่งเจิดจรัส อยู่ในมุมมืดๆมาทั้งชีวิต เย็นชา ไม่อบอุ่น
     
    แต่มันก็ยังคงเป็นมัน มันยังคงอยู่ตรงนั้น
     
    ....
     
    ฉันยังคงอยู่ตรงนี้ นอกจากพระเจ้าไม่มีใครไล่ฉันออกไปจากโลกนี้ได้
     
    ไม่ว่าใครจะคิดยังไง ฉันก็ยังคงเป็นฉัน การหมุนตามโลกของฉันอาจจะมีความหมายสำหรับผู้คนเพียงน้อยนิด แต่ฉันก็ยังคงต้องอยู่
     
    ความคิดของเธอ คำวิเคราะห์ของเธอ คำเปรียบเทียบของเธอ คำว่ารักของเธอ
     
    มันมีความหมาย สำหรับฉัน
     
    มันทำให้ฉันร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความเสียใจกับการจากไปของดาวพลูโต
     
    อ่านคำวิเคราะห์ของนักวิชาการแล้วแทบจะร้องไห้เลยทีเดียว
     
    ฉันคิดถึงเธอนะ
     
    ขอบคุณพระเจ้าที่พระเจ้าไม่เหมือนเธอ พระเจ้ารักฉันอย่างที่ฉันเป็น พระเจ้าบอกรักฉันตลอดกาล พระเจ้าอยู่ข้างฉันตลอดกาล
     
    พระเจ้ารักฉันโดยที่ฉันไม่ต้องพยายามเป็นอะไรทั้งนั้น
     
    ....
     
    ฉันสบายดี
     
    ฉันรักเธอนะ และจะรักตลอดไป
     
     
     
     
     
     
     
     

     
     
     
     
    04 June

    My Happy Day

    เมื่อวานฉันโดดงาน ไปโรงพยาบาลยันฮี เพื่อไปตรวจตาที่อักเสบจากการใส่คอนแทคเลนส์นานเกินไป
     
    ธุระระหว่างฉันกับคุณหมอ มีแป๊บเดียว หมอแค่ให้เอากล้องมาส่องๆ หาเชื่อโรคที่อาจจะยังหลงเหลือที่ตา เมื่อไม่พบ จึงเสร็จธุระต่อกัน
     
    ไปหาหมอแค่ 1 ชั่วโมง ลางาน 1 วัน คนสัตย์ซื่ออย่างฉัน จึงไปเที่ยวต่อ....
     
    โถ่ สงสารกันหน่อยเถอะ วันหยุดเสาร์ อาทิตย์ ก็เหมือนไม่ได้หยุดวิ่งวุ่นตั้งแต่เช้ายันดึก
     
    ............................................................
     
    วันสบายอากาศดีแบบนี้ต้องเดินชิลเท่านั้น !!
     
    ด้วยกางเกงขาสั้นและเสื้อยืด รองเท้าแตะแสนสบาย
     
    เริ่มทริปด้วยการไปหาของอร่อยๆกินที่บางลำพู ร้านต้มยำกุ่งอร่อยที่สุดในโลกจอดรอเราอยู่ที่นั่นแล้ว
     
    ต้มยำกุ้งชามโต ทอดมันปลาเด้งดึ๋ง โอย คิดถึงที่สุด ไม่ได้เจอกันเป็นปี สั่งแค่ 2 อย่าง แต่มันกินคนเดียวเหลือบานเลย
     
    ...........................................
     
    แล้วก็เดินเล่น ไปท่าพระจันทร์ ข้ามเรือไปวังหลัง
     
    ตลาดวังหลัง แหล่งช๊อปของเด็กแนวฝั่งธน นี่ก็ไม่ได้ไปเป้นปี ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย
     
    ฉันได้ชุดวินเทจมาชุดนึง
     
    น้ำกีวี่ปั่นแก้วนึง
     
    เดินสักพักพอเมื่อย ก็นั่งเรือข้ามฟากกลับมาที่ท่าช้าง
     
    บันทึกภาพการเดินทางด้วยกล้องดิจิตอลปัญญาอ่อน หวังจะเก็บภาพมาลงไดอารี่ตามสมัยนิยม
     
    (แล้วจะเอาภาพประกอบมาใส่อีกทีละกันนะ)
     
    .....................................................
     
    ฉันนั่งรถหวานเย็นต่อไปลาดพร้าว
     
    ไปซื้อหนังจากพี่หัวหยิกแสนเท่ห์เจ้าประจำ ใกล้เซ็นทรัลลาดพร้าว  ไม่ได้สืบ แต่บังเอิญทราบมาว่าพี่เท่ห์คนนี้ชื่อ ป๋อม (คราวหลังไม่เรียกพี่หัวหยิกแล้ว เรียกพี่ป๋อมจ๋าดีกว่า)
     
    ได้หนังมา 3 เรื่อง
     
    JUNO อยากดูในโรงมากกว่า แต่ไม่มีปัญญา
     
    About Lily Chu Choo ได้ยินชื่อเสียงมานานมาก แต่ไม่กล้าดู เพราะเสี่ยงต่อความรู้สึกเสียดายตังค์ ได้ข่าวว่าหนังติสจัดจนน่าง่วง
    แต่เมื่อเดือนก่อนได้เพลงซาวแทร็คหนังมาฟังครั้งแรก ฟังรวดเดียวทั้งอัลบัม และเปิดซ้ำไปซ้ำมาอีก 2-3 วัน กว่าจะเปลี่ยนไปฟังเพลงอื่นๆได้ จึง..ไม่ดูไม่ได้แล้ว
     
    Into The Faraway Sky  แฟนพี่ป๋อมจ๋า แนะนำเรื่องนี้ เป็นหนังญี่ปุ่นแนวประทับใจ ฉากสวยโคตรพ่อ
     
    อยากมีแฟนเป็นคนขายหนังแบบพี่ป๋อม จะได้ดูหนังทั้งวี่วัน
     
    ............................................................
     
    แล้วก็ไปต่อบ้านพี่โอม
     
    บ้านพี่โอมเป็นที่พัก เอาไว้หัวเราะ เอาไว้รัก เอาไว้เลียแผลทุกชนิด
     
    ยามเซ็ง ไปบ้านพี่โอมทุกวัน
     
    ยามปรกติ ไปหาพี่โอมอาทิตย์ละครั้ง
     
    แต่ยามนี้ ไม่ได้ไปบ้านพี่โอมมา 3 เดือนแล้ว
     
    ซึ่ง แม่ม คิดถึงมากกกก
     
    พี่โอมเป็นชายแก่ อายุ 30 กว่า (แต่หน้า 39) มีภรรยา 1 คน และลูกอีก 1 คน
     
    ครั้งที่แล้วที่ไปหาพี่โอม น้องพิณเพิ่งจะอายุเดือนกว่าๆ ตอนนี้เจอกันอีกที 4 เดือนแล้ว น้องพิณหน้าเปลี่ยนไปเลย ตัวโตขึ้นเยอะ
    ตัวโตพอจะฟัดกันได้แล้ว น้องพิณจึงโดนน้าแกล้งจนเพลีย
     
    ส่วนนังน้ามัน อุ้มหลานจนปวดตัว
     
    เล่าเรื่องนั้นนี้ให้พี่โอมและพี่แมวฟัง
     
    มีอยู่ชอตนึงฉันโดนพี่แมวด่า เรื่องที่ความคิดไม่ยอมโต ไม่รู้จักระวังตัว ไว้ใจคนเกินไป ไม่รู้จักจำ
     
    ด่าด้วยความโมโห ไม่ได้เอ็นดูเหมือนเคย
     
    ฉันเสียใจที่ไม่ได้ไตร่ตรองอะไรให้ถี่ถ้วน ปล่อยให้ชีวิตไหลไปตามอย่างที่คนอื่นจะเรียกร้อง
     
    พี่แมวทำให้ฉันรู้ว่า ความงี่เง่าของฉัน มันไม่ได้ทำร้ายตัวเองเท่านั้น แต่มันทำให้คนที่รักฉัน ต้องเสียความรู้สึก
     
    ถึงพี่แมวจะด่าตูน ทำให้ตูนอยากร้องไห้ แต่ตูนไม่เคยสงสัยในความรักของพี่แมวเลย
     
    คุยกับพี่แมว พี่โอมจนดึก ลืมเวลาไปเลย
     
    เที่ยงคืนแล้ว ไม่อยากกลับบ้านคนเดียว
     
    นอนบ้านพี่โอมเลย
     
     วันนี้ใส่ชุดวินเทจที่ซื้อเมื่อวานมาทำงาน
     
     
     
     
     
     
     
    02 June

    ก็เท่านั้น

    ได้เจอพี่สาวที่ไม่ได้เจอกันนาน
     
    แปลกใจที่ได้เจอกันในที่ ที่ไม่น่าจะเจอกันได้
     
    แปลกใจ แต่...ไม่ดีใจ
     
    ไม่ใช่ไม่พร้อมที่จะรับรู้ข่าวคราวของเธอ ฉันรู้มานานแล้ว ว่าชีวิตเธอไปถึงไหนแล้ว
     
    ฉันเป็นมนุษย์ประหลาด ด้านนึงก็พยายามจะหนี แต่ในบางวันที่คิดถึง... ฉันกลับค้นหาเธออย่างสุดพลัง
     
    ฉันไม่อยากเจอพี่สาวคนนั้น เพราะฉันไม่อยากให้เขาเห็นความอ่อนแอของฉัน ฉันไม่อยากให้ใครสังเกตเห็น ฉันไม่อยากพูดถึง
     
    แต่แล้วฉันก็ค้นพบว่า
     
    แท้จริงแล้ว พี่สาวก็ไม่อยากจะเจอฉันเช่นกัน... เหตุผลเดียวกับฉัน
     
    ก็เท่านั้น เรื่องนี้ไม่มีประโยชน์สำหรับใคร ไม่ได้ทำให้ภาระใครลดลง
     
    ........................................................................................................................
     
    เมื่อวานซืนไปเจอพิ้งค์ คุณพิณญุดาผู้โด่งดัง หญิงสาวขี้เมาที่มีคนรักรายล้อม
    ฉันอิจฉานิดๆ ในสเน่ห์ของเธอ
    ฉันอิจฉา สมองที่สามารถผลิดภาษาที่ลื่นไหลน่ารัก
    ฉันอิจฉา ความสร้างสรรค์งานศิลป์ทุกอย่างของเธอ การวาด การแต่ง แฟชั่น การประดิษฐ์
    ฉันอิจฉาที่เธอเป็นเธอ
     
    พิ้งถามว่า ตูนทำงานอะไร
     
    ฉันตอบ เป็น Dubbing วันๆไม่ต้องทำอะไรมาก ดูรายการบันเทิง แล้วกดเรคคอร์ท เพล สต๊อป อยู่แบบนี้ทั้งวี่วัน
    มีเวลานั่งอ่านงานเขียนของคนนั้นคนนี้ เข้าบล๊อคนั้นออกบล๊อคนี้ ดูทีเหมือนจะหรรษา บางเวลาก็น่าเบื่อ
     
    พิณญุดา ทำตาปริบๆ ถามถึงเงินค่าตอบแทนแต่ละเดือน
     
    พลันได้ฟังคำตอบ พิณญุดาโพล่งคำว่า เชี่ยยย ออกมาลั่น
     
    กูสอนหนังสือเด็กแทบตายห่า ปากเปียกปากแฉะ ได้ชั่วโมงละ 200 มึงวันๆนั่งกด ปุ่มปิดๆเปิดๆได้เงินตั้งเยอะ
     
    มึงกับกูเปลี่ยนตัวกันมั๊ย
     
    พิณญุดาถาม
     
    ......ฉันนั่งอมยิ้ม
     
    .....................................................................................................................